เช้าวันแรกหลังเกษียณ หลี่อวี้เฟินไม่ได้นอนตื่นสาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการนอนต่อ แถมยังตื่นเช้ากว่าทุก ๆ เช้าที่ผ่านมาเสียอีก
อันที่จริงไม่ได้ตั้งใจจะตื่นเช้าขนาดนั้น แต่ต้องตื่นเพราะปวดฉี่จนทนไม่ไหว
ตอนตื่นขึ้นมาท้องฟ้ายังไม่สว่าง ร่างกายก็ยังไม่ตื่นเต็มที่ ครึ่งหลับครึ่งตื่นเดินไปเข้าห้องน้ำ พอกลับขึ้นเตียงก็ยังอยากนอนต่ออีกสักหน่อย
แต่พอถูกเจ้าอาการปวดฉี่นี่รบกวนเข้าไปแล้ว กลับนอนไม่หลับเอาเสียเลย ร่างกายก็ตื่นเต็มที่ด้วย และจู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ไม่ต้องไปทำงานแล้ว
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอเกษียณอย่างเป็นทางการแล้ว เธอไม่ต้องจ้องดูนาฬิกาเร่งเวลาอีกต่อไป ไม่ต้องรีบเร่งแต่งตัวทำอาหารเช้าอีกต่อไป ไม่ต้องมัวแต่ดูรายงานพวกนั้นที่ทำให้ปวดหัว หรือกังวลหรือดีใจกับตัวเลขพวกนั้นอีกต่อไป ไม่ต้องเปิดประชุมโน่นประชุมนี่ ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องกลอุบายในที่ทำงาน การแก่งแย่งชิงดีกัน หรือเรื่องวุ่นวายสารพัดอีกต่อไป
เธอเกษียณแล้ว ในที่สุดก็จบอาชีพการทำงานหลายสิบปีลงเสียที จะได้ใช้ชีวิตเกษียณอย่างอิสระ วางแผนชีวิตและอนาคตข้างหน้าเสียใหม่
ปีที่แล้ว ตั้งแต่จัดงานแต่งงานให้ลูกชายเสร็จ เธอก็โล่งใจไปเปล่าหนึ่ง เลี้ยงลูกจนโต ช่วยให้เขาสร้างครอบครัวและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน นับว่า完成了ภารกิจใหญ่ชิ้นหนึ่ง เธอได้ปลดภาระหนักออกไปหนึ่งอย่างแล้ว
ตอนนี้เธอก็ปลดภาระหนักเรื่องงานออกไปอีกอย่าง กลับมาสู่ชีวิต กลับมาสู่อิสระ อยากทำอะไรก็ทำ อยากเป็นอะไรก็เป็น ดีแบบนี้แหละ!
คิดมาถึงตรงนี้ ความโล่งใจและความสุขที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ ทำให้ง่วงนอนหายไปเป็นปลิดทิ้ง เธอรีบผละผ้าห่มออก ลุกขึ้นมาโดยไม่คิดจะนอนต่อ เธออยากสัมผัสประสบการณ์วันหนึ่งที่ไร้ภาระและไร้แรงกดดันแบบนี้ให้เต็มที่ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร
หลายสิบปีมาแล้ว เธอไม่เคยรู้สึกผ่อนคลายแบบนี้มาก่อน ไม่เคยรู้สึกอิสระแบบนี้มาก่อน
ตอนลุกขึ้นมาก็แค่ห้าโมงกว่า ๆ ฟ้าสางรำไร เธออดกลั้นความดีใจในใจไม่ไหว ลุกขึ้นมาจัดที่นอน เก็บห้อง เก็บที่นอนให้เรียบร้อย ห้องก็สะอาดเอี่ยมอ่อง
กว่าจะเก็บกวาดเสร็จ ฟ้าก็สว่างเต็มที่แล้ว จะทำอาหารเช้าก็ยังเช้าไปหน่อย จัดการไปเดินเล่นตลาดเช้าดีกว่า
ที่นี่เป็นที่ที่ครึกครื้นมากเป็นพิเศษ ตอนที่คนทั้งเมืองยังไม่ตื่นนอน ที่นี่ก็วุ่นวายคึกคักกันไปหมดแล้ว
ผักสารพัดชนิด ผลไม้นานาพันธุ์ รถเล็กใหญ่ ขายส่งขายปลีก ผู้คนล้วนยุ่งวุ่นวายไปหมด ผักสด ๆ ผลไม้หลากชนิด วางเรียงรายเป็นลังเป็นกองอยู่บนพื้น ทั้งที่ขายส่งและขายปลีก เต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิตผู้คน
หลี่อวี้เฟินถ้ามีเวลา สถานที่ที่ชอบเดินมากที่สุดก็คือตลาดเช้าแห่งนี้ ผักสดและถูก เห็นอะไรก็อยากซื้อหมด
เธอเดินได้แค่ประเดี๋ยวเดียว ถุงที่ถืออยู่ก็เต็มแล้ว ยังซื้อดอกไม้ช่อใหญ่ให้ตัวเองด้วยความปลื้มใจอีกต่างหาก ดอกไม้ที่ตลาดเช้าก็ถูกกว่าร้านขายดอกไม้เยอะ ซื้อดอกลิลลี่ช่อใหญ่มาด้วยเงิน 15 หยวน สวยมาก
ปกติเธอไม่ค่อยยอมเสียเงินซื้อดอกไม้ แต่่วันนี้ไม่เหมือนเดิม วันนี้เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดี อารมณ์เธอดีเป็นพิเศษ
อารมณ์ดีแบบนี้ อยากมีสักคนมาแบ่งปันด้วยเหลือเกิน ต่อให้เป็นเพียงคำอวยพรหรือกอดสักครั้งก็ยังดี แต่เป็นไปไม่ได้
เธอยิ้มอย่างจนใจ รู้สึกว่าไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องมีอีกแล้ว
ยังไงซะ ชาตินี้ ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข เธอก็แบกคนเดียวมาตลอด
กลับมาถึงบ้าน เอาดอกไม้ไปเสียบแจกันสวย ๆ ใบหนึ่ง
แสงอาทิตย์ส่องลอดประตูกระจกบานใหญ่ที่เปิดอยู่เข้ามา พื้นเรียบ ๆ เปล่งประกายแสงนุ่มนวล ผู้คนเงียบสงบ ดอกไม้โรแมนติก
หลี่อวี้เฟินนั่งบนเก้าอี้ มองดูดอกไม้ที่ซื้อมาอย่างเพลิดเพลิน มือถือถ้วยชา จิบช้า ๆ แล้วยิ้มน้อย ๆ
ชาตินี้ ยังไม่เคยมีผู้ชายคนไหนซื้อดอกไม้ให้เธอเลย จริง ๆ แล้วยุคนั้นก็ไม่นิยมการให้ดอกไม้กัน มันเป็นยุคที่เรียบง่าย
ต่อมาถึงจะเริ่มนิยมกันแล้ว แต่เธอก็แต่งงานไปแล้ว ผู้ชายที่แต่งด้วยไม่ได้ให้ ส่วนผู้ชายที่ไม่ได้แต่งก็ไม่กล้าให้ แล้วชีวิตก็ผ่านไปอย่างหม่นหมองแบบนี้
ไม่มีดอกไม้ ไม่ได้มีความรักมากมาย แต่งงานไปอย่างมั่ว ๆ ซั่ว ๆ
สมัยนั้น ผู้หญิงถึงวัยที่ต้องแต่งงาน ถ้าไม่กล้าไม่แต่ง ก็จะกลายเป็นสาวแก่ในสายตาคนอื่น พ่อแม่ก็เสียหน้าไปด้วย เพราะงั้น ไม่ว่าคุณจะเจอคนที่รักได้จริงหรือเปล่า สุดท้ายก็ต้องหาผู้ชายสักคนแต่งงานไปแบบประคับประคอง ส่วนจะมีความสุขหรือไม่นั้น ก็สุดแล้วแต่โชคชะตาของชีวิตนี้
หลี่อวี้เฟินจริง ๆ แล้วเคยเจอผู้ชายคนหนึ่งที่เธอรักมาก แต่พ่อแม่เธอไม่ยอมทั้งคู่ เพราะว่าครอบครัวฝ่ายชายมีประวัติไม่ค่อยดี เธอเลยแต่งไม่ได้
ต่อมาพอถึงวัยที่ต้องแต่งงาน เธอก็ไม่เคยเจอผู้ชายที่เธอพอใจอีกเลย ตอนนั้นครอบครัวก็เริ่มร้อนใจ ผลก็คือเข้าสู่ช่วงการดูตัว เธอก็คิด ถ้าหาคนที่พอใจไม่ได้ ก็หาคนที่ใช้ชีวิตด้วยได้ก็พอ แต่ไม่คิดว่า ตอนก่อนแต่งงานมองคน ๆ นั้นยังพอใช้ได้ แต่ชีวิตหลังแต่งงานยิ่งอยู่นานยิ่งรู้สึกทรมาน
ไม่ต้องพูดถึงการซื้อดอกไม้ให้เลย ขนาดเธอจะปลูกดอกไม้สักสองสามกระถาง เขายังบ่นด้วยความรังเกียจว่า “ปลูกของพวกนั้นไปทำไม กินแทนข้าวได้รึไง?”
ยังไม่แค่นั้น ตอนแต่งงานไม่มีบ้าน ก็ต้องเช่าห้องมืดเล็ก ๆ ผู้หญิงคนไหนจะอยากอยู่ห้องมืด ๆ ที่ไม่มีหน้าต่างไปตลอดชีวิตนะ? แต่พอเธอหวังให้อีกฝ่ายช่วยกันพยายามซื้อบ้าน เขากลับไม่เคยรับปากกับเธอเลย ขนาดแค่พูดถึงความฝันสักนิดเขาก็ไม่พูด เขาแค่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่มีแผนการหรือความคาดหวังอะไรกับอนาคตเลย
จริง ๆ แล้วหลี่อวี้เฟินไม่ได้หวังให้สามีต้องหาเงินมากมาย แค่หวังให้เขามีใจอยู่กับเธอ ร่วมแรงร่วมใจกัน แค่นี้ชีวิตยังมีจุดหมาย แต่แม้แต่นี้ก็กลายเป็นความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริงของเธอ
ถ้าเธอถามเขาว่า “ไม่มีบ้าน ไม่มีโรงเรียนดี ๆ ให้ลูก จะให้ลูกเรียนยังไง?”
เขาจะตอบว่า “เรียนได้ก็เรียน เรียนไม่ได้ก็เลิก”
การใช้ชีวิตกับคนแบบนี้ ตอนแรกคุณอาจทนได้ แต่ต่อไปคุณจะบ้า
หลี่อวี้เฟินรู้ดี ยังไงก็ต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองบ้า ไม่เช่นนั้นลูกจะทำยังไง?
แต่ชีวิตแบบนี้ เธอก็ทนอยู่กับเขามาหลายปี จนกระทั่งวันหนึ่งเธอก็เข้าใจว่าพวกเขาไม่ใช่คนเส้นทางเดียวกันจริง ๆ อาจจะ不能用ถูกผิด来衡量 只能说两人对生活的理解和热爱都不在一个频道上 与其天天吵架,天天生气,天天绝望,还不如自己领着孩子单打独斗去努力,起码还有方向,不至于被折磨得发疯。
อยู่ด้วยกันไม่ไหว ก็ต้องหย่า
หย่าแล้ว เธอก็ต้องเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง แม้จะลำบาก แต่ใจมันสงบ
ผู้ชายคนนั้นไม่เคยส่งเงินค่าเลี้ยงดูให้ลูกแม้แต่สตางค์เดียว เขาเป็นผู้ชายแบบนั้นจริง ๆ ไร้หัวใจ ไร้ความรับผิดชอบ ไร้ความกล้าหาญ ไม่เอาจริงเอาจังกับชีวิต ไม่เอาจริงเอาจังกับลูก
ความโชคร้ายที่สุดในชีวิตของหลี่อวี้เฟินก็คือการเลือกผู้ชายผิดคน แต่เธอกลับแทบไม่เอ่ยถึงผู้ชายคนนั้นอีกเลย อยากกลืนเรื่องทั้งหมดลงท้องไปให้หมด เพราะเล่าให้ใครฟัง? เป็นคนที่เธอยอมรับเอง ก็เต็มใจแต่งงานเอง จะไปโทษใครได้ ก็ได้แต่โทษตัวเองที่โง่ ตาบอด ไร้เดียงสา สมควรแล้วที่ซวย
คิดแค่ว่าหาคนธรรมดา ๆ สักคน ก็จะได้ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างดี ผลปรากฏว่าชีวิตไม่ได้ดีขึ้น กลับพาตัวเองลงเหว
จะบอกว่าหลี่อวี้เฟินโง่เหรอ? แต่เธอเรียนสายบัญชี ใช้ชีวิตอยู่กับลูกคิดกับตัวเลข วัน ๆ จำบัญชีได้อย่างชัดเจน ทำงานมาทั้งชีวิต สุดท้ายก็ไต่เต้าขึ้นไปถึงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของกลุ่มบริษัท ใครจะกล้าบอกว่าเธอโง่?
จะบอกว่าเธอไม่โง่เลยก็ไม่เชิง กลับดันทุรังเลือกผู้ชายแบบนั้นมาแต่งงาน ทำลายความสุขของตัวเองลง แล้วอย่างนี้จะบอกว่าใครฉลาดใครโง่ ใครจะรู้ได้?
ยังไงซะ หลี่อวี้เฟินชาติก่อนก็ลำบากไม่น้อย แต่ดีที่ทุกอย่างผ่านไปแล้ว
ตอนนี้ยังต้องให้ใครซื้อดอกไม้ให้อีกหรือ? ซื้อให้ตัวเองก็ได้ จะซื้อเท่าไหร่ก็ซื้อ จะซื้อความสุขให้ตัวเองก็ได้เหมือนกัน
ผู้ชายก็แค่นั้นแหละ ต่อให้ถือช่อดอกไม้มาส่งให้ ก็ไม่ได้แปลว่าอะไร ชีวิตตัวเองก็ต้องสู้ด้วยตัวเอง หลายปีมานี้ชินกับการอยู่คนเดียวแล้ว ก็ดีเหมือนกัน
เกษียณแล้ว เวลาเป็นของเราทั้งหมด คิดก่อนดีกว่าว่าจะทำยังไงให้ตัวเองสบายขึ้น? อย่าให้ชีวิตต้องสูญเปล่าไปอีก
โทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเพื่อนสนิทหลานซินโทรเข้ามา
