บทที่ 1 เพิ่งเกิดใหม่ ก็เจอปราบปรามขั้นเด็ดขาดเลย
【ช่วงต้นเรื่องดำเนินเรื่องช้าหน่อยนะครับ แต่เป็นงานเขียนของนักเขียนมือเก๋าที่สั่งสมประสบการณ์มาสิบปี คุณภาพเชื่อถือได้ โปรดวางใจอ่านได้เลย】
“หวังกัง โทษประหารชีวิต ประหารทันที”
“เสวี่ยซาน โทษประหารชีวิต ประหารทันที”
“หลี่เสวียเหว่ย โทษประหารชีวิต ประหารทันที”
“เจ้าหมิงเฮ่อ แกนนำแก๊งอันธพาล พิพากษาจำคุกสิบสองปีตามกฎหมาย”
“ถ้าย้อนเวลาได้...”
ตอนที่ถูกรถบรรทุกใหญ่อัดร่าง ความคิดนี้ก็แวบเข้ามาในหัวของเจ้าหมิงเฮ่อ
--------------------
ปี 1983 เมืองปิงเฉิง เขตเต้าหวาย
ตำบลซงผู่ สถานีอนามัยหม่าจยาโข่ว
“เสวี่ยซาน ตอนนี้ไม่ใช่ปี 83 ใช่ไหม”
เจ้าหมิงเฮ่อถามพลางบีบต้นขาด้านในแรง ๆ...
ภาพตรงหน้าในโรงพยาบาลนี้เขายังพอจำได้ลาง ๆ
“ก็ปี 83 นี่แหละ หน้าร้อนแล้ว”
“ให้ตายสิ...จะมีการปราบปรามขั้นเด็ดขาดแล้ว”
เจ้าหมิงเฮ่อตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าเขาน่าจะเกิดใหม่
อ่านนิยายในเถาหยางปีแน่ ๆ หลายปี ความสำนึกได้เรื่องแบบนี้ก็พอมีอยู่
ที่ติดใจนิดหน่อยก็ตรงที่เขาไม่ได้ชนกับรถบรรทุกสีวน แต่เป็นรถบรรทุกใหญ่...
แล้วช่วงเวลานี้ก็ทำให้เจ้าหมิงเฮ่อพูดไม่ออกเลย
เขาคุ้นเคยกับช่วงเวลานี้ดีเกินไป
ปี 83 นี่เอง การปราบปรามขั้นเด็ดขาด
ที่มาเป็นมายังไงเขาก็ไม่รู้หรอก
ยังไงก็ตาม มากสุดก็อีกสองเดือน ไอ้พวกอันธพาลพวกนี้จะต้องเจอหนักแน่
แล้วการปราบปรามขั้นเด็ดขาดในตำบลซงผู่ก็ดูจะเร็วกว่าทั่วประเทศตั้งเดือนหนึ่ง
เพราะว่า...ฉินเสวี่ย รองนายกเทศมนตรีตำบลที่เพิ่งมาใหม่ เกิดเรื่องขึ้น
สุดท้ายคนร้ายที่จับได้ก็คือ...หวังกัง
ชาติก่อนเพราะเรื่องนี้ พวกอันธพาลทั้งตำบลซงผู่พากันซวยยกแผง
หวังกังและหม่ากาน โดนเป่ากระจายโดยตรง
เสวี่ยซาน เพราะคืนนั้นอยู่กับหวังกัง ก็เลยไม่รอดไปด้วย
เจ้าหมิงเฮ่อโชคดีหน่อย คืนที่เกิดเรื่องไม่ได้ไปมั่วสุมกับพวกนั้น ถือว่ารอดชีวิตมาได้
แต่ก็เพราะสนิทกับหวังกัง แถมมาเจอช่วงปราบปรามขั้นเด็ดขาดอีก ก็เลยถูกตัดสินจำคุกสิบสองปี
พอออกมา ตามยุคไม่ทันแล้วยังมีประวัติอาชญากรรมติดตัว หางานไม่ได้เลย
สุดท้ายเพื่อปากท้องไปเป็นคนขับรถให้คนอื่นสองปี แล้วก็ถูกตัดสินอีกสามปี...
แม้แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ยังบอกว่าเขามีวาสนากับดงคุก ยังได้ฉายานักรู้รอบตัวอีกต่างหาก
แต่ประเด็นคือเขาเป็นแค่อันธพาลกระจอก ไม่เคยทำเรื่องอัปมงคลอะไรเลยนะ
ครั้งแรกเจอปราบปรามขั้นเด็ดขาด ครั้งที่สองเจ้านายหมดบารมีเลยซวยหางเลขไปด้วย
แต่มีประวัติอาชญากรรมสองครั้ง ชีวิตเขาก็พังไม่มีวันกลับเหมือนกัน
ดีนะที่ไร้ลูกไร้เมีย จะได้ไม่ต้องห่วงหน้าเป็นห่วงหลัง
ก่อนเกิดใหม่ เขากำลังลงเบ็ดตรงใต้สะพานซงผู่เตรียมตกปลาหน้าดิน...ก็ดีล่ะ ตูมเดียว...กลับมาปี 1983 ซะแล้ว
จุดลงเบ็ดของเจ้าหมิงเฮ่อ
“พี่หมิงเฮ่อ อย่าทำให้ผมกลัวนะ โดนตีจนสติแตกไปแล้วหรือไง”
“หมอ หมอ คุณหมอหลิน”
เสวี่ยซานเห็นเจ้าหมิงเฮ่อจ้องเพดานตาไม่กระพริบ ก็รีบตะโกนเรียกไปทางประตูสองครั้ง
ไม่นาน เด็กสาวคนหนึ่งก็เดินเร็ว ๆ เข้ามา
สาวคนนี้สวมเสื้อกาวน์สีขาว ข้างในเป็นเสื้อเชิ้ตถักฝ้ายสีฟ้าอ่อน พับแขนเสื้อเรียบร้อย ที่อกติดป้ายชื่อเล็ก ๆ
รูปร่างสูงโปร่ง ผมมัดรวบไว้ท้ายทอยอย่างเป็นระเบียบ ใบหน้าหมดจดงดงาม
พอเธอเห็นเจ้าหมิงเฮ่อตื่น ก็รีบเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงว่า
“เจ้าหมิงเฮ่อ ตื่นแล้วเหรอ”
“ดูมือฉันนี่ นี่กี่นิ้ว”
พูดจบก็ยื่นสองนิ้วออกมาแกว่งไปมาตรงหน้าเจ้าหมิงเฮ่อ
“หลินเหวินเหวิน ฉันไม่ได้โง่ ยังพอแยกหนึ่งสองได้นะ”
“เธอกลับมาเป็นหมอแล้วเหรอ”
เจ้าหมิงเฮ่อยิ้มแฉ่ง จำอีตาคนนี้ได้ทันตาเลย
ยังเป็นตอนสิบแปดอยู่เลย น่ารักจัง...เป็นลูกบ้านถนนโรงงานน้ำตาลเหมือนกันกับเขา
โรงงานน้ำตาลเจียงเป่ยเป็นโรงงานใหญ่ แค่พนักงานก็สามพันกว่าคนแล้ว อยู่ในเขตพื้นที่ตำบลซงผู่ด้วย แต่อยู่ห่างออกไปสองลี้
ทั้งคู่เป็นลูกพนักงานในโรงงานทั้งคู่ อายุก็รุ่นราวคราวเดียวกัน ก็เลยจบมัธยมต้นมาด้วยกันโดยธรรมชาติ
แค่หลังจบไป คนหนึ่งกลายเป็นอันธพาล อีกคนเรียนดีสอบติดโรงเรียนวิชาชีพในเมือง
“ยังจำได้ก็ดีแล้ว”
“ดูท่าเธอจะแค่บาดเจ็บภายนอก สมองไม่ได้มีปัญหาอะไร”
“แต่ให้ดีที่สุดค่อยสังเกตอาการก่อนออกจากโรงพยาบาลนะ”
“จริงๆเลยนะ มีเรื่องกันแล้วยังโดนตีท้ายทอยอีก เอาแต่วิ่งหนีใช่ไหมล่ะ”
หลินเหวินเหวินตรวจดูเจ้าหมิงเฮ่ออย่างละเอียดรอบคอบ แต่ท่าทางดูเปิดเผยเป็นธรรมชาติดี
แต่ในใจนี่กลับเต้นแรงเหมือนกวางวิ่งเลย
เพราะเธอเองก็แอบชอบเจ้าหมิงเฮ่อมาตลอด
ตอนเรียนมัธยมต้น เธอถูกพวกลูกคนมีอำนาจในห้องรังควาน เป็นเจ้าหมิงเฮ่อนี่ล่ะที่ช่วยเธอไว้หลายครั้ง
ได้อาศัยชื่อเสียงกระฉ่อนที่เจ้าหมิงเฮ่อทำอะไรบ้าบิ่น บุ่มบ่าม ลงมือไม่ดูหนักเบา ที่บ้านก็จัดการไม่ได้ พวกนั้นถึงกลัว
ไอ้คนนั้นถูกขู่ไม่กี่ทีก็เรียบร้อย
ไม่งั้น เธอก็คงสอบเข้าโรงเรียนวิชาชีพไม่ได้
เธอเองก็รู้สึกแปลกเหมือนกัน ทั้งที่เรียนดี แต่ทำไมถึงไปชอบอันธพาลอย่างเจ้าหมิงเฮ่อได้นะ
“เจ้าหมิงเฮ่อ เราเป็นเพื่อนกันนะ ฉันขอเตือนเธอสักคำ”
“เอาแต่มั่วสุมไปวันๆ มันไม่ใช่ทางนะ...”
“รีบหางานจริงจังทำเถอะ”
เขาว่ากันว่า ลูกผู้ชายกลับใจมีค่าดั่งทอง
ถึงว่า ถ้าเจ้าหมิงเฮ่อกลับตัวได้ล่ะก็ เธอถึงได้เตือนเขาสองสามคำ
“ใครทำร้ายฉันกัน ฉันเดินสะดุดเองต่างหาก”
เจ้าหมิงเฮ่อปากแข็งแก้ไปทีหนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มกริ่ม
“จะหางานละ จะหาเดี๋ยวนี้แหละ”
“สองสามวันนี้จะรีบศึกษาหน่อย ดูว่ามีอะไรเป็นเรื่องเป็นราวทำได้บ้าง”
คำนี้ เขาพูดจริงจังนะ
หลักๆก็เพราะไม่กลับตัวไม่ได้แล้ว ถ้าอืดอาดอีกเดือนเดียวก็จะโดนปราบปรามขั้นเด็ดขาดแล้ว
ใครจะรู้ว่าคราวนี้คนที่จะโดนเป่ากระจายจะมีเขาหรือเปล่า
ใช่ๆ ยังมีเสวี่ยซานที่ต้องช่วยด้วย
หลินเหวินเหวินฟังคำของเจ้าหมิงเฮ่อแล้ว ก็แปลกใจนิดหน่อย
“อ้าว ผู้ชายอกสามศอกพูดแล้วต้องรักษาคำพูดนะ”
“ต่อไปนี้ ห้ามไปมั่วสุมอีก”
“เธอจะหลอกฉันไม่ได้นะ”
“ไม่หลอก ไม่หลอก”
“ถ้าเธอหางานไม่ได้จริงๆ ฉันพอมีทางดีๆอยู่ที่หนึ่ง...กองอารักขา”
“ไว้ก่อนๆ”
“ฉันขอสูบบุหรี่ก่อน”
เจ้าหมิงเฮ่อรับปากส่งๆไปสองสามคำ
กองอารักขานี่ง่ายๆหรือไงถึงจะเข้าได้
แต่พูดแล้วก็เถอะ ถ้าเข้าได้จริงๆ ด้วยชื่อเสียงนักรู้รอบตัวในคุกของเขา ก็เหอะๆ...คงได้แรงบินติดจรวดเลยล่ะ
แค่คดีใหญ่ในหัวไม่กี่คดี เข้ากรมตำรวจก็ไม่ใช่ปัญหาแน่
แต่ว่า เขารู้สึกว่าสายตาที่หลินเหวินเหวินมองเขามีความคลุมเครืออะไรบางอย่าง
เหมือนกับ...สาวเรียบร้อยแอบมองแบดบอยงั้นแหละ
แต่ตอนนี้เรื่องรักษาชีวิตสำคัญกว่า เขาไม่มีอารมณ์จะจีบสาวด้วย ถึงพาเสวี่ยซานออกมาที่ระเบียงเพื่อสูบบุหรี่
สถานีอนามัยตำบลซงผู่เป็นอาคารอิฐแดงสูงสามชั้น ระเบียงเป็นแบบยื่นออกมานอกตัวตึก มองเห็นทิวทัศน์หม่าจยาโข่วไปได้ครึ่งหนึ่ง
อีกฝั่งของแม่น้ำไกลออกไป คือเมืองใหญ่ที่มองทีเดียวไม่สุด...ปิงเฉิง
ตรงกลางเป็นแม่น้ำซงฮวา ยังมีท่าเรือด้วย
รูปเก่าหาไม่ได้ อันนี้ล่าสุดแล้ว
“พี่หมิงเฮ่อ โดนตีหัวทีนี่อย่าให้ฟรีนะ”
“หวังกังอยู่ข้างล่างนี่”
“ผมจะไปหาเขา เรารวบรวมกันใหม่ไปจัดการหม่าป๋อจื่อให้หนำใจ ต้องล้างแค้นให้นายให้ได้”
เสวี่ยซานพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเจ้าหมิงเฮ่อถีบเข้าให้หนึ่งทีอย่างแรง
“ล้างแค้นอะไรกัน ตาต่อตาฟันต่อฟันมันก็ไม่รู้จบหรอก”
“เราเป็นคนมีหน้ามีตา อย่าเอาแต่นึกถึงเรื่องตีรันฟันแทงทั้งวัน”
“กลับตัวกลับใจซะ...เอ่อ ไม่ใช่สิ ทำตัวดีๆ”
“เมื่อก่อน ฉันไม่มีทางเลือก แต่ครั้งนี้...ฉันจะทำตัวเป็นคนดี”
“ใครจะทำตัวเป็นคนดี”
ข้างล่าง มีอีกเสียงหนึ่งที่คุ้นเคยดังขึ้น