บทที่ 4 แค้นนี้ต้องชำระคืนนี้
“ฝีมือลูกน้องหม่าป๋อจื่อแน่ ๆ”
“ไม่น่าใช่.........หม่าป๋อจื่อไม่รู้หรอกว่ารถเราจอดทิ้งไว้ตรงนี้”
“แล้วใครวะ”
“น่าจะไอ้หม่ากาน.......”
“ให้ตายสิ กูจะไปหามันเดี๋ยวนี้......”
“พอได้แล้ว สุภาพบุรุษล้างแค้นสิบปีไม่สาย.........คืนนี้กลับไปจัดการมันเลย”
เจ้าหมิงเฮ่อขยี้หัวตัวเอง
เขาไม่คิดเลยว่ายังไม่ทันทำเรื่องจริงจังอะไร ก็โดนหม่ากานเล่นงานก่อน
ไอ้บ้านั่นไม่เคยยอมรับเขา อีกทั้งปกติก็ชอบขโมยเล็กขโมยน้อย เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือมันแน่
แม่งเอ๊ย ยังไงก็รู้ว่าบ้านมันอยู่ที่ไหน กลับไปจัดการมันเลย
“เฮียหมิงเฮ่อ เราจะเอาไงต่อดี จะแบกรถกลับไปก็ไม่ได้นี่”
“ถ้าใครมาเห็นเข้า ฉันเสวี่ยซานจะเอา面子ไปไว้ไหน.......”
เสวี่ยซานพูดไม่ทันจบ ก็เห็นเจ้าหมิงเฮ่อแบกรถคันหนึ่งขึ้นบ่าแล้ว
“บอกกี่ครั้งแล้ว ต่อจากนี้เราเลิกเกเร ต้องเดินทางสุจริต”
“ช่วงนี้ นายต้องอยู่ห่าง ๆ หวังกังพวกนั้นก่อน รอพี่เคลียร์เรื่องสำคัญเสร็จ จะหางานให้นายทำ”
“ก็ได้”
“เราไปหาร้านซ่อมรถในเมืองกัน”
“อะไรนะเฮีย เราหายไปทั้งล้อเลยสี่ล้อ ร้านซ่อมจะมีเยอะขนาดนั้นได้ไง”
“ไปดูกันก่อน.......”
ไม่นาน ทั้งสองก็แบกรถสองล้อรุ่น 28 นิ้วสองคัน ผ่านสายตาตื่นตะลึงของชาวเมือง มาถึงร้านซ่อมรถตรงข้ามโรงเรียนกลาง
เสวี่ยซานวางรถลง ตะโกนใส่ตาเฒ่าที่กำลังซ่อมซี่ล้ออยู่
“เฒ่าหวัง มีขอบล้อไหม เปลี่ยนให้เราสองคนหน่อย”
เฒ่าหวังวางเครื่องมือ สีหน้าตกใจทันที
“เฮ้ย.....บังเอิญชะมัด ไม่มี ๆ”
“ถ้าขาดแค่ล้อสองล้อ ฉันยังพอเฉลี่ยให้ได้”
“นี่หายไปตั้งสี่ล้อ จะไปหาที่ไหนทันได้”
เจ้าหมิงเฮ่อจ้องเฒ่าหวังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดเด็ดขาดว่า
“ไม่ นายต้องมีขอบล้อ”
เฒ่าหวังสะดุ้ง
“อย่ามั่วสิ มีไม่มียังไงฉันรู้ดีกว่าใคร”
เจ้าหมิงเฮ่อยังยืนกราน
“ไม่ นายมีแน่”
“ฉันไม่มีแน่นอน”
“นายมีแน่นอน”
เฒ่าหวังใจแป้วขึ้นมาทันที
“เอ่อ คือ นายบอกว่าฉันมีขอบล้อ ก็ต้องมีหลักฐานสิ”
เจ้าหมิงเฮ่อหรี่ตา เดินเข้าไปกระซิบข้างหูเฒ่าหวัง
“หม่ากานขโมยขอบล้อเรามา แล้วเอามาขายให้ร้านนายใช่ไหม”
“จะเชื่อไหม ถ้าฉันเอานายส่งสถานีตำรวจ”
ชาติก่อน เจ้าหมิงเฮ่อมีเพื่อนร่วมห้องหลายคน
ในฐานะผู้อยู่อาศัยระยะยาว เขาอยู่ไปก็เบื่อ เลยจำเรื่องเก่ง ๆ ที่พวกฝีมือสารพัดทั้งหลายร้อยที่เคยพูดไว้ได้ราวกับเรื่องขำขัน
จำไปจำมา คนข้างในผลัดเปลี่ยนไปหลายรุ่น เขาก็เลยกลายเป็น.......นักรู้รอบตัว
รู้เรื่องราวของคนหลากหลายประเภท ก็เป็นปกติ
“ฉัน.......”
เฒ่าหวังตาเบิกกว้าง ไม่กล้าหักล้างเลย
“ฉันนึกออกแล้ว หลังบ้านมีขอบล้ออยู่หลายอันจริง ๆ รอก่อนนะ”
พูดจบก็จะเข้าบ้านไปเอาขอบล้อ ไม่นานก็หิ้วขอบล้อทั้งสี่อันเดินออกมา
บนยาง.......ยังมีดินติดอยู่ สด ๆ เลย
“เฮ้ย ไอ้แก่เอ๊ย”
“เฮียหมิงเฮ่อ ขอบล้อนี่มันของเราเลยนี่หว่า”
เสวี่ยซานพูดจบก็กอดเจ้าหมิงเฮ่อด้วยความตื่นเต้น
“เฮียหมิงเฮ่อ ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว”
“เฮียคงเดาได้ว่าไอ้หม่ากานนั่นจะเอาขอบล้อมาขายที่นี่ ถึงได้มั่นใจว่าเฒ่าหวังต้องมีขอบล้อแน่”
เฒ่าหวังยิ้มแหย ๆ
“เอ่อ คือ เมื่อกี้หม่ากานเอามาส่ง.......”
“ไอ้หมอนั่น มันเอาเงินฉันไปตั้ง 40 หยวน”
“ถ้ารู้ว่าขอบล้อนี่เป็นของพวกนายสองคน ต่อให้ตีฉันก็ไม่กล้ารับซื้อหรอก”
พูดจบ ก็เข้าใกล้เจ้าหมิงเฮ่อ ล้วงเงินธนบัตร 10 หยวนออกมาจากกระเป๋าห้าใบ หมายจะปิดปากเขา
“น้องเอ๊ย เรื่องนี้มันยุ่งจริง ๆ”
“ฉันไม่ได้ตั้งใจรับซื้อของโจรหรอกนะ”
“หมิงเฮ่อ ฉันก็ถูกหม่ากานหลอก”
“รู้ว่าเป็นขอบล้อของนาย ต่อให้ตีฉันก็ไม่กล้ารับซื้อ”
“เอ่อ คือ ถ้านายไม่รับเงินนี่ ฉันคงนอนไม่หลับทั้งคืนแน่”
เจ้าหมิงเฮ่อไม่ได้อยากได้เงิน 50 หยวนนี่หรอก แต่ก็เกรงว่าเฒ่าหวังจะนอนไม่หลับทั้งคืน เลยจำเป็นต้องยอมรับมา
“เฮ้อ เรื่องนี้มันยุ่งจริง”
“ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้หม่ากานขโมยขอบล้อเราไป เรื่องวันนี้ก็คงไม่เกิด.....”
เฒ่าหวังรีบพยักหน้า
“ใช่ โทษไอ้หม่ากานนั่นแหละ”
เจ้าหมิงเฮ่อก็พยักหน้าด้วย
“เถ้าแก่วางใจเถอะ ฉันไม่ใช่ตำรวจ ขี้เกียจยุ่งเรื่องพรรค์นี้หรอก”
ระหว่างทางกลับ เสวี่ยซานยิ่งทึ่งเข้าไปใหญ่
เฮียหมิงเฮ่อก็คือเฮียหมิงเฮ่อ ซ่อมรถไม่เสียตังค์สักบาท แถมยังได้เงินมาอีก 50
ปากบอกว่าเลิกเกเรแล้ว แต่มือดำกว่าพวกเราอีก
“เฮียหมิงเฮ่อ กลับไปเราจะจัดการไอ้หม่ากานยังไง”
“ไว้คืนนี้ว่า.......”
เจ้าหมิงเฮ่อตอบส่ง ๆ แต่ใจกลับจดจ่ออยู่กับเรื่องเมื่อกี้
เดิมที หลังจากเกิดใหม่แล้วไม่พบระบบ เขารู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง
แต่เรื่องที่เจอฉินเสวี่ยและรถหายกลับเตือนสติเขา
เขาเป็นใคร ก็เป็นนักรู้รอบตัวนี่
ในหัวมีแต่เรื่องเก่ง ๆ ที่พวกนั้นคุยโม้ไว้หลายร้อย..........เป็นเบาะแสสำเร็จรูปเลยนี่หว่า
แถมยังรู้จิตวิทยาคนร้ายอีก ถ้าได้เข้ากองอารักขา.......ก็คงเหมือนปลาได้น้ำสิ
แน่นอน คนเราต้องมีจุดยืน จะจับทุกคนก็ไม่ได้
ถ้าเป็นคนเลวชั่วช้า ก็ต้องไม่ปล่อยไว้แน่
พระอาทิตย์ลับฟ้า สองคนขี่รถไปตามคันกั้นน้ำไปทางเหนือหนึ่งลี้ ถึงถนนซงฝู่แล้วเลี้ยวไปทางตะวันออกอีกหนึ่งลี้ ไม่นานก็ถึงโรงงานน้ำตาล
โรงงานน้ำตาล หรือที่เรียกอีกอย่างว่าโรงงานน้ำตาลเจียงเป่ย เดิมสร้างตั้งแต่ยุคต้าชิง
เมื่อก่อนชื่อโรงงานน้ำตาลฟู่หัว โรงงานน้ำตาลฮูหลาน สถานีน้ำตาลปิงเฉิง ปัจจุบันเรียกโรงงานน้ำตาลเจียงเป่ย
ดูแล้วเล็กกว่าท่าเรือหม่าจยาเล็กน้อย แต่ตึกโรงงานดูแน่นกว่าและมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
มีตึกโรงงานใหญ่สูงกว่า 10 เมตรอยู่สามถึงสี่แห่ง ภายในมีเครื่องบด แคร่หั่น เครื่องอัด ถังระเหยและอุปกรณ์อีกมาก
เมื่อถึงฤดูหีบอ้อย พื้นที่โรงงานทั้งหมดจะดังสนั่นด้วยเสียงเครื่องจักร ไกลออกไปก็ได้กลิ่นหัวบีต
แต่ตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อน เลยแค่เดินเครื่องพอประทัง.......
นอกจากตึกโรงงานแล้ว ด้านขวามีตึกสไตล์โซเวียตทรงหอพัก ตึกครุชชอฟ และโรงอาหาร โรงเรียน สหกรณ์อีกหลายแห่ง
แต่พนักงานหลายพันคน แบ่งเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่ถูกจัดสรร ช่างเทคนิค และพวกผู้บริหารอีกส่วนน้อย
พนักงานส่วนใหญ่ต่างอาศัยอยู่ในบ้านชั้นเดียวแถบกว้างทางทิศตะวันตกของโรงงาน
“สาม กลับก่อนเถอะ เตรียมประทัดแบบสองตูม แล้วคืนนี้ไปที่นั่น”
“เข้าใจแล้วเฮียหมิงเฮ่อ”
ที่หัวหมู่บ้านทิศตะวันตก เจ้าหมิงเฮ่อแยกกับเสวี่ยซานแล้ว กลับถึงถนนเส้นที่สามที่บ้านตนอยู่ ก็ขี่รถเข้าไป
พอเข้าซอย เด็กผู้ชายเตะฟุตบอลเล่นริมทางก็แตกฮือในทันที
“เจ้าหมิงเฮ่อกลับมาแล้ว หนีเร็ว”
“หนีเร็ว ไอ้ตื้อหมิงเฮ่อกลับมาแล้ว”
“หนีเร็ว........ไอ้เฮ่อเข้าหมู่บ้านแล้ว”
“เฮ้ย........นี่คือชื่อเสียงของกูเรอะ”