ซิ่นหยางโหวเดือดดาลยิ่งนัก หันกลับไปตบฉินซื่ออีกฉาดใหญ่
ตบจนแก้มทั้งสองข้างของฉินซื่อบวมเท่ากัน ประหนึ่งแปดโพธิสัตว์ในบันทึกการเดินทางที่บรรพชนผู้หนึ่งเขียนไว้เมื่อร้อยปีก่อน
ฉินซื่อยกมือกุมใบหน้า กล่าวอย่างเจ็บปวดว่า “ท่านโหว!”
นางจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อครู่นี้ในสายตาของทุกคน หรงจือจือดูน่าสงสารน่าเวทนา ทั้งยังเป็นสตรีผู้เพียบพร้อมที่คิดคำนึงถึงครอบครัวอย่างสุดกำลัง
ส่วนท่าทางที่นางกรีดร้องสุดเสียงนั้น ดูอย่างไรก็เหมือนคนบ้า
คนบ้าที่คิดจะทำให้ครอบครัวนี้พังพินาศทั้งบ้าน!
ยามนี้หรงจือจือยังทำทีขอร้อง แต่แท้จริงกลับยุยงว่า “ท่านพ่อสามี! โปรดอย่าตบมารดาสามีอีกเลยเจ้าค่ะ! ถึงมารดาสามีจะเคียดแค้นน้องชายสามีกับน้องสาวสามี ทั้งยังไม่ชอบข้า แต่นางก็เป็นผู้ใหญ่ของพวกเราอยู่ดีนะเจ้าคะ!”
หากไม่ขอร้องก็ยังดี พอนางขอร้อง ซิ่นหยางโหวกลับยิ่งโกรธ
เขาตวาดว่า “ผู้ใหญ่หรือ? เจ้าดูสิว่านางยังมีท่าทีของผู้ใหญ่อยู่สักนิดหรือไม่! ต่อให้เป็นหญิงบ้าก็ยังไม่ถึงขั้นนี้! เจ้าเห็นนางเป็นผู้ใหญ่ แต่นางเคยเห็นพวกเจ้าอยู่ในสายตาบ้างหรือ?”
“วันนี้จื่อเสียนกับอวี่เยียนล้วนถูกนางทำร้าย ส่วนเจ้าไม่ได้ไปยั่วโมโหนางแท้ ๆ นางยังมาคลุ้มคลั่งใส่เจ้าอีก!”
ฉินซื่อกล่าวอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ท่านโหว ไม่ใช่นะเจ้าคะ เมื่อครู่นางต่างหากที่พูดกับข้า...”
ซิ่นหยางโหวมองนางอย่างโมโห “เจ้ายังกล้าแก้ตัวอีกหรือ? มิน่าเล่าคนนอกถึงพูดกันว่าเจ้าไม่รู้จักกาลเทศะ! ช่วงนี้จงอยู่แต่ในเรือนของตัวเอง ไตร่ตรองให้ดี ไม่มีธุระก็อย่าออกไปขายหน้าอีก หากเจ้ายังเป็นเช่นนี้ ข้าจะหย่าขาดกับเจ้า!”
