แม้น้ำเสียงของเขาจะเย็นชา ประหนึ่งเซียนผู้ถูกเนรเทศลงมาจากแดนสวรรค์ ทว่ามือทั้งสองกลับกำแน่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เกรงเพียงว่านางจะไม่ยินยอมสวมหยกคู่ของคู่บ่าวสาวกับเขา
หรงจือจือไม่รู้ว่าเหตุใด จู่ ๆ ความคิดซุกซนก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง นางจงใจไม่ตอบเขาในทันที
กลับยกถ้วยชาขึ้นจิบ ปล่อยให้เขาร้อนใจเล่น
การกระทำเช่นนี้ทำให้ท่านเสนาบดีอาวุโสกระวนกระวายใจยิ่ง ในใจทั้งหดหู่และสิ้นหวัง ทว่าบนใบหน้ากลับแสร้งทำเป็นเรียบเฉย
เขากำลังจะเอ่ยว่า ในเมื่อนางไม่ชอบก็ช่างเถิด เขาจะเก็บหยกพกนั้นไว้เอง
ใครจะคิดว่าเวลานี้หรงจือจือกลับยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ในเมื่อบังเอิญเช่นนี้ สมุหใหญ่ก็สวมไว้เถิด ว่าไปแล้วของชิ้นนี้ก็เป็นของสมุหใหญ่อยู่แล้ว ท่านจะสวมหรือไม่สวม ไยต้องถามความเห็นข้าด้วยเล่า”
เมื่อเห็นว่านางมิได้ใส่ใจนัก ทั้งยังเห็นด้วยอีกด้วย
เสิ่นเยี่ยนซูจึงยกกำปั้นขึ้นปิดริมฝีปาก กระแอมเบา ๆ หนหนึ่ง เพื่อกลบเกลื่อนรอยยิ้มที่แทบซ่อนไว้ไม่มิด
จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ในเมื่อจือจือไม่คัดค้าน เปิ่นเซี่ยงก็จะสวมไว้แล้ว”
จากนั้นเขาก็คล้องหยกพกไว้ที่เอวอย่างคล่องแคล่ว มองหยกของตนทีหนึ่ง แล้วมองหยกที่เอวของหรงจือจืออีกที ในที่สุดก็ไม่อาจซ่อนความยินดีในแววตาไว้ได้
หรงจือจือจงใจถามว่า “ดูท่าสมุหใหญ่จะอารมณ์ดีไม่น้อย”
เสิ่นเยี่ยนซูเม้มริมฝีปากบาง ก่อนกล่าวข้ออ้างว่า “ย่อมเป็นเช่นนั้น คดีสังหารล้างตระกูลที่เมืองหู่มีความคืบหน้าแล้ว เปิ่นเซี่ยงย่อมอารมณ์ดี”
เฉิงเฟิง “...”
หึ หากคดีหนึ่งมีความคืบหน้าแล้วทำให้ท่านอารมณ์ดีได้ เช่นนั้นหลายปีมานี้ท่านจะมีอาการซึมเศร้าจนสุขภาพทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ ได้อย่างไร
