คำพูดเช่นนี้ เป็นสิ่งที่มารดากล่าวออกมาได้จริงหรือ? ไม่ว่าอย่างไร หรงจือจือก็เป็นบุตรีที่มารดาอุ้มท้องมาสิบเดือนเช่นกัน!
หรงเจียวเจียวเอ่ยว่า “แต่มารดา หากท่านพ่อรู้เข้า จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”
หรงจือจือมองหรงเชื่อเจ๋อแวบหนึ่ง ก่อนยิ้มเยาะ “น้องสามพูดถูกแล้ว พวกนางล้วนใส่ใจข้าจากใจจริง”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้จงใจลดให้เบาลงแม้แต่น้อย
หวังซื่อกับหรงเจียวเจียวที่อยู่ด้านในพลันเงียบกริบ
หรงจือจือก้าวเข้าไปข้างใน
หวังซื่อหันกลับมาอย่างไม่พอใจ มองหรงจือจือแล้วถามว่า “เจ้ามาทำอะไร?”
หรงจือจือกล่าวว่า “เดิมทีข้ามีเรื่องอยากพูดกับน้องสามเป็นการส่วนตัว ไม่คิดว่าจะมาไม่ถูกเวลา ถึงกับขัดจังหวะฮูหยินกับน้องสามหารือแผนสังหารข้าเสียได้”
“แต่พวกเจ้าก็ไม่ต้องรีบร้อนนัก รอข้าออกไปแล้วค่อยหารือกันต่อก็ได้”
การคิดปองร้ายผู้อื่นไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจ หวังซื่อกับหรงเจียวเจียวได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน
ยิ่งอดถลึงตาใส่สาวใช้กับบ่าวหญิงของตนไม่ได้ พวกไร้ประโยชน์! ประมาทถึงเพียงนี้ ไม่รู้จักเฝ้าอยู่ข้างนอกด้วยซ้ำ
หรงเชื่อเจ๋อเริ่มทนฟังไม่ไหว จึงมองหรงจือจือแล้วกล่าวว่า “มารดากับน้องหญิงก็แค่พูดด้วยโทสะเท่านั้น พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะคิดทำร้ายเจ้าจริงได้อย่างไร? จำเป็นต้องพูดจาเหน็บแนมเช่นนี้ด้วยหรือ?”
“เวลาสุนัขที่บ้านฉี่เรี่ยราด ข้าโมโหก็พูดว่าอยากตีมันให้ตาย แต่เจ้าเห็นหรือว่าข้าตีมันตายจริง ๆ?”
หรงจือจือปรายตามองเขา แววตาดูแคลนราวกับกำลังมองคนโง่เง่าที่สุดในใต้หล้า
หรงเชื่อเจ๋อกำลังจะระเบิดโทสะ
หรงเจียวเจียวกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เจ้ามาหาข้ามีธุระอะไร?”
