บางครั้งหรงจือจือก็อดนับถือฉินซื่อไม่ได้ ถึงยามนี้แล้ว นางยังอุตส่าห์ห่วงเงินหนึ่งพันสองร้อยตำลึงจากงานชมดอกไม้อีก!
คงถูกเงินบังตาจนมิดแล้วกระมัง ต่อให้ดิ้นกระเสือกกระสนแค่ไหนก็ออกมาไม่ได้
ฉินซื่อยังกล่าวต่อว่า “เจ้าอย่าเอาสินเดิมหนึ่งร้อยหามที่ให้แก่อวี่เยียนมาพูดอีก ทุกครั้งที่ข้าเรียกให้เจ้าเอาเงินออกมา เจ้าก็เอาเรื่องนี้มาอ้างเพื่อขัดขวางข้าทุกที!”
“เงินวันนี้ เจ้าออกก็ต้องออก ไม่ออกก็ต้องออก หากเจ้าไม่มีเงินจริง ๆ ก็กลับไปขอจากบ้านเดิมของเจ้า! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจวนไท่ฟู่ที่ยิ่งใหญ่จะให้เงินหนึ่งพันกว่าตำลึงไม่ได้!”
หรงจือจือรู้มานานแล้วว่าฉินซื่อไร้ยางอาย แต่ถึงยามนี้ก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้
ตระกูลที่ยังพอมีหน้ามีตาย่อมรู้ดีว่า การใช้สินเดิมของสะใภ้เป็นเรื่องน่าอับอาย
ฉินซื่อคิดจะฮุบสินเดิมของนางก็แล้วไป ยังจะให้นางซึ่งแต่งออกมาแล้วกลับไปขอเงินจากบ้านเดิมอีก ถ้อยคำไร้ยางอายเช่นนี้ มองไปทั่วเมืองหลวงแล้วมีคุณนายสกุลสูงสักกี่คนที่จะพูดออกมาได้
หรงจือจือกล่าวอย่างไม่ยินดียินร้ายว่า “มารดาสามี วันนี้ใครผิดใครถูก คนมีตาย่อมมองออก ท่านจะให้สะใภ้รับผิด สะใภ้ยอมตายก็ไม่รับ!”
ฉินซื่อกล่าวอย่างเคียดแค้นว่า “เจ้าจะรับหรือไม่รับ ก็เป็นความผิดของเจ้าอยู่ดี!”
กล่าวถึงตรงนี้ ซิ่นหยางโหวก็หน้าบึ้งตึงเดินเข้ามา ถามว่า “งานชมดอกไม้ดี ๆ เหตุใดถึงก่อเรื่องขึ้นมาอีก ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ฉีจื่อฟู่ถูกเรียกกลับมาจากสำนักงานราชการเช่นกัน เขาขมวดคิ้วเดินตามบิดาเข้ามา
ฉีอวี่เยียนเห็นบิดาเข้ามาก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ รีบฟ้องว่า “ท่านพ่อ ทั้งหมดเป็นความผิดของท่านแม่กับเจ้าจื่อเสียน...”
จากนั้นนางก็สะอึกสะอื้น เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างติดขัดเป็นช่วง ๆ
