แม้แต่มือที่ถือกล่องอยู่ก็ยังสั่นระริก ขอบตาแดงก่ำไปหมด
หรงจือจือกล่าวเรียบ ๆ ว่า “คิดว่าฮูหยินหรงคงยังจำได้กระมังว่าสิ่งของสองชิ้นนี้มาจากที่ใด หากจำไม่ได้ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเตือนความจำให้ฮูหยินหรง”
หวังซื่อถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างสั่นเทา ราวกับยืนแทบไม่อยู่
ท่าทางเช่นนี้เห็นได้ชัดว่านางยังจำสิ่งของสองชิ้นนี้ได้
หรงจือจือแค่นหัวเราะเบา ๆ กล่าวว่า “ดูท่าคงไม่จำเป็นต้องให้ข้าเตือนแล้ว เรื่องราวที่ฮูหยินเคยทำไว้แต่ก่อน ข้าไม่กล้าลืมแม้แต่เรื่องเดียว กล่องใบนี้ก็เก็บไว้ให้ฮูหยินเป็นที่ระลึกเถิด”
“คราวหน้าเมื่อฮูหยินเอ่ยปากอย่างไร้ยางอาย อยากให้ข้าให้อภัยท่าน ก็ลองหยิบของสองชิ้นนี้ออกมาดูให้บ่อยเสียหน่อย แล้วคิดดูว่าท่านมีคุณสมบัติพอให้ข้าให้อภัยหรือไม่”
เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ ริมฝีปากของหวังซื่อก็สั่นระริก เอ่ยอย่างเศร้าโศกว่า “จือจือ... มารดา...”
หรงจือจือกล่าวว่า “หากฮูหยินไม่อยากให้ข้ารังเกียจท่านยิ่งกว่าเดิม ก็โปรดหลีกทาง อย่าขวางทาง คำชดเชยที่ท่านพูดอยู่ทุกวัน คงมิใช่จะบีบบังคับข้าใช่หรือไม่”
หวังซื่อได้ยินดังนั้น ก็ลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็ไม่ขวางทางอีก
นางหลีกไปยืนข้างหนึ่งด้วยสีหน้าโศกเศร้า
หรงจือจือสั่งการบ่าวไพร่อย่างไร้อารมณ์ ให้เก็บข้าวของทั้งหมดให้เรียบร้อย จากนั้นก็ก้าวยาว ๆ ออกไป
หวังซื่อมองแผ่นหลังของนาง แล้วอดก้าวตามไปหนึ่งก้าวไม่ได้ “จือจือ...”
หรงจือจือได้ยิน แต่ไม่แม้แต่จะหันกลับมา
ท่าทีของบุตรสาวที่ไม่เหลือเยื่อใยให้แม้แต่น้อย กระทั่งจะมอบสายตาให้นางสักครั้งยังดูตระหนี่ ทำให้หวังซื่อทั้งเจ็บปวดและอับอาย
