ท่านราชครูหรงตกตะลึง “เจ้าทำอะไรน่ะ?”
หวังซื่อดวงตาแดงก่ำ จ้องเขาเขม็งแล้วกล่าวว่า “ใครก็อย่าคิดจะฆ่าลูกสาวข้าเพื่อยายแก่คนนั้น!”
“นางถูกคนทำให้โกรธจนตาย จะโทษเจียวเจียวทั้งหมดได้อย่างไร? นางอายุมากถึงเพียงนั้น ร่างกายก็ไม่แข็งแรงอยู่แล้ว!”
“ต่อให้เจียวเจียวไม่ได้ทำให้นางโกรธ นางจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงหมื่นปีหรือ?”
ท่านราชครูหรงได้ฟังก็โกรธจนตัวสั่น “นี่เจ้าพูดอะไรออกมา?”
หวังซื่อเต็มไปด้วยความคับแค้น “ข้าพูดเช่นนี้แล้วอย่างไร? หลายปีมานี้ข้าเคารพนอบน้อมต่อนางยังไม่พออีกหรือ? แต่นางเคยมองข้าเป็นสะใภ้บ้างหรือไม่?”
“นางดูแคลนข้า เหยียดหยามข้าอยู่เสมอ คิดว่าข้ามองไม่ออกหรือ?”
“แต่หรงโม่ชิง เพื่อเจ้าแล้ว ข้าผู้เป็นบุตรีของอดีตอัครมหาเสนาบดีต้องก้มหัวเอาใจแม่เจ้า ทำทุกอย่างเพื่อประจบประแจง ท้ายที่สุดเจ้ากลับบอกว่าข้าสู้เจียงซื่อไม่ได้!”
“ก็ได้ ข้าย่อมสู้เจียงซื่อไม่ได้ ข้าย่อมไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะต้องเสียสละลูกสาวของข้าเพื่อเติมเต็มความกตัญญูของเจ้าไปทำไม?”
“พูดให้ไม่น่าฟังหน่อย แม่เจ้าก็ไม่ใช่ญาติอะไรของข้า!”
ท่านราชครูหรงฟังจนตะลึงงัน มองนางอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนหัวเราะด้วยความโกรธ “ที่แท้นี่ต่างหากคือความคิดในใจเจ้ามาตลอด!”
“เจ้าบอกว่าแม่ไม่ชอบเจ้า แล้วเหตุใดไม่ลองคิดดูบ้างว่านางไม่ชอบเจ้าเพราะอะไร?”
หวังซื่อชี้หรงจือจือด้วยความเคียดแค้น “จะเป็นเพราะอะไรได้อีก? ก็เพราะนางน่ะสิ! เพราะเด็กที่เกิดมาก็ชงข้าคนนี้ แม่เจ้าถึงเอาแต่พูดว่าข้าสมองไม่ดี แยกแยะเรื่องราวไม่เป็น...”
