แต่ต่อให้เขาครุ่นคิดจนหัวแทบแตก ก็ไร้ประโยชน์แม้แต่น้อย สุดท้ายก็ยังไม่ได้อยู่ร่วมแท่นกับหรงจือจือ
เขารู้สึกเพียงกระวนกระวายใจเหลือเกิน ยิ่งคิดก็ยิ่งคอแห้งกระหายน้ำ
อวี้มั่นฮว่ารู้สึกได้ว่าใจเขาลอย จึงเอ่ยด้วยดวงตาคลอหยาดน้ำว่า “ท่านสามี หรือท่านไม่อยากมาหาข้า? หากเป็นเช่นนั้น ท่านก็ไปหาพี่สาวเถิด... ไม่สิ ท่านไปหาฮูหยินซื่อจื่อก็แล้วกัน”
กล่าวจบก็เริ่มปาดน้ำตา
แต่ก่อนฉีจื่อฟู่มีความอดทนคอยปลอบโยนนางอย่างยิ่ง ทว่าวันนี้ความคาดหวังที่จะได้เข้าหอกับหรงจือจือกลับพังทลายลงหมดสิ้น เขาจึงอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว
คราวนี้เขากลับเพียงขมวดคิ้วมองนาง แล้วถามอย่างฉงนว่า “ไม่ใช่เจ้าแกล้งปวดท้องเอง เรียกข้ามาหาหรือ?”
อวี้มั่นฮว่าถูกคำพูดของเขาทำเอาพูดไม่ออก
ฉีจื่อฟู่คิดว่านางป่วยหรือไร ปวดท้องอะไรกัน? ไม่ต้องให้เขาคาดเดาก็รู้ว่าเป็นเรื่องโกหก กลอุบายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อแย่งชิงความโปรดปรานเช่นนี้ เขาจะดูไม่ออกได้อย่างไร? แล้วตอนนี้ยังจะทำท่ากระเง้ากระงอดอะไรอีก?
อวี้มั่นฮว่าเริ่มมีน้ำตาไหล “ฟู่หลาง เหตุใดท่านพูดกับข้าเช่นนี้? ข้าเป็นถึงองค์หญิง วันนี้กลับต้องมาเป็นอนุภรรยา ท่านไม่ปลอบข้าสักสองสามคำ ยังจะพูดจาเช่นนี้อีก...”
ฉีจื่อฟู่ขมวดคิ้วอีกครั้ง “ก่อนหน้านี้มิใช่เจ้าพูดเองหรือว่า ขอเพียงได้อยู่กับข้า ต่อให้เป็นทาสเป็นบ่าวก็ยินดี เจ้าไม่ใส่ใจฐานะมิใช่หรือ?”
“ตอนนี้ได้เป็นอนุภรรยา ก็ดีกว่าเป็นทาสเป็นบ่าวมากแล้ว เจ้ายังต้องการให้ปลอบใจอย่างไรอีก หรือว่าคำพูดก่อนหน้านี้ของเจ้า ล้วนเป็นเพียงคำหลอกข้า?”
อวี้มั่นฮว่า “...”
ชั่วขณะหนึ่งนางไม่รู้เลยว่าฉีจื่อฟู่ฉลาดหรือโง่กันแน่
จะว่าเขาโง่ เขากลับมองออกได้ทันทีว่านางแกล้งปวดท้อง จะว่าฉลาด เขากลับเชื่อจริง ๆ ว่าองค์หญิงอย่างนางไม่ใส่ใจฐานะ ยินดีเป็นทาสเป็นบ่าว!
