หรงจือจือชะงักฝีเท้า มองเขาอย่างเย้ยหยัน “ขอโทษหรือ? อย่างไร? เจ้าได้ยินแต่ข้าเหน็บแนมนาง แต่ไม่ได้ยินที่นางเหน็บแนมข้าหรือ?”
“หูเจ้าหูหนวกเป็นพัก ๆ หรือสมองไม่เคยคิดอะไรเป็นตั้งแต่แรก?”
หรงเชื่อเจ๋อพูดไม่ออก ครั้นได้สติก็พลันนึกขึ้นได้ว่าเรื่องราวดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง “ข้า... ข้า...”
เขาไม่มีหน้าจะพูดว่าเป็นเพราะเคยชิน เคยชินกับการที่ทุกครั้งพวกนางมีเรื่องขัดแย้งกัน เขาจะเข้าข้างเจียวเจียวทันที ความเคยชินเมื่อฝังรากลึกแล้ว บางครั้งก็แสดงออกมาโดยไม่ทันคิด
หรงเจียวเจียวกัดริมฝีปาก เอ่ยว่า “พี่สาว เหตุใดถึงด่าว่าพี่ชายเช่นนี้? พี่ชายก็แค่ออกหน้าแทนข้าเท่านั้น เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลย!”
ความจริงหรงเชื่อเจ๋ออยากบอกว่าเขาไม่ได้ออกหน้าแทนใคร เขาเพียงหวังให้หรงจือจือแก้ไขตัวเอง อย่าเอาแต่ทำให้คนในครอบครัวลำบากใจอีก
แต่ตอนนี้...
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ก็ล้วนเป็นการลำเอียงเข้าข้างหรงเจียวเจียวทั้งนั้น
หรงจือจือกล่าว “ใช่ ใช่ ใช่! พวกเจ้าเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดที่รักใคร่กันยิ่งนัก แต่ต่อจากนี้ช่วยไสหัวไปให้ไกลได้หรือไม่? ข้าไม่มีเวลาว่างมานั่งดูพวกเจ้าแสดงฉากพี่น้องรักใคร่กันทุกวัน”
หรงเชื่อเจ๋อกล่าวอย่างขุ่นเคือง “หรงจือจือ เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร? ข้ากับเจียวเจียวเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด แล้วเจ้าไม่ใช่พี่สาวแท้ ๆ ของพวกเราหรือ?”
หรงจือจือกล่าว “อ้อ? ข้าไม่เห็นว่าพวกเจ้าจะถือข้าเป็นพี่สาว หลบไป”
เดิมทีหรงเชื่อเจ๋อไม่คิดจะหลีกทาง
แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาเย็นชา ราวกับมองศัตรูของหรงจือจือ หัวใจพลันเย็นวาบ ถูกสายตาเปี่ยมความเป็นปรปักษ์นั้นทิ่มแทงจนเผลอถอยไปหนึ่งก้าว
หรงจือจือก้าวยาว ๆ เดินผ่านข้างกายเขาไป ไม่แม้แต่จะเหลือบมองสักแวบ
