หรงจือจือชะงักงัน
หลังเสิ่นเยี่ยนซูพูดจบ ใบหูก็แดงก่ำจนแทบไม่เป็นธรรมชาติ ทว่าเขายังคงฝืนทำใจให้สงบ
จากนั้นจึงถามว่า “เรื่องที่บิดาของเจ้าคิดจะยกเจ้าให้หลูอวี่ซิน เจ้าทราบแล้วหรือไม่”
หรงจือจือได้สติกลับมา “ย่อมทราบอยู่แล้ว”
เสิ่นเยี่ยนซูดูเผิน ๆ คล้ายไร้ความรู้สึก แท้จริงแล้วใจกลับตึงเครียดขึ้นมา “แล้วเจ้า...ตกลงหรือยัง”
หรงจือจือตอบตามจริง “ยัง หลังหย่าขาดกับฉีจื่อฟู่ ข้าก็หวาดกลัวการแต่งงานจนแทบอยากหลีกหนีให้ไกลที่สุด จึงบอกบิดาเพียงว่าจะคิดดูก่อน เพื่อถ่วงเรื่องนี้เอาไว้”
เสิ่นเยี่ยนซูได้ยินว่านางไม่มีใจจะแต่งงาน ความตึงเครียดในใจก็คลายลงไปหลายส่วน กลับยิ่งรู้สึกมั่นใจขึ้นอีก
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เช่นนั้น ท่านราชครูหรงคงตั้งใจจะหาคู่ให้ออกเรือนจนได้สินะ”
หรงจือจือเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ดูจากท่าทีของบิดา ก็เป็นเช่นนั้นจริง”
เสิ่นเยี่ยนซูเลิกคิ้ว “เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลูอวี่ซินเป็นใคร”
หรงจือจือเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ
เฉิงเฟิงรีบเล่าเรื่องหลูอวี่ซินกับจวนเซียวจวนอ๋องอย่างออกรสออกชาติ ทั้งยังเติมแต่งเสียจนเรื่องที่หลูอวี่ซินลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนตอบตกลง กลายเป็นว่าเขารีบตอบรับโดยไม่รอช้า
เสิ่นเยี่ยนซูฟังคำพูดของเขา แววตาขยับเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยทักท้วง
สุดท้ายเฉิงเฟิงกล่าวว่า “เซี่ยนจู่ หากแต่งให้หลูอวี่ซิน ชีวิตครึ่งหลังของท่านคงต้องทนทุกข์ใจไม่น้อยไปกว่าตอนอยู่สกุลฉีเป็นแน่”
หรงจือจือฟังจบ ใจก็หนักอึ้งลง
บิดาหาคนที่มีชาติตระกูลต่ำต้อยให้นาง ก็เพราะคิดว่าจะควบคุมอีกฝ่ายได้ และเขาคงไม่กล้าดูแคลนนางเช่นฉีจื่อฟู่ ทว่าไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายกลับคิดอาศัยนางเป็นบันไดไต่เต้า เพราะเห็นว่าตนมีชาติตระกูลต่ำต้อย
เสิ่นเยี่ยนซูวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียให้นางฟังด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ใจคนยากแท้หยั่งถึง แม้ท่านราชครูหรงจะหวังดี แต่ก็ยากจะคาดเดาความคิดของผู้อื่น และยากจะควบคุมอนาคต”
