——ตั้งแต่รู้ว่าเธอไม่มีเงินนั่นแหละ
วันรุ่งขึ้นแม่หานก็ลองหยั่งเชิงถามเรื่องที่บ้านของชูอีแล้ว ชูอีก็มีไหวพริบอยู่ แต่ไม่มากนัก
เธอไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นคุณหนูใหญ่ของกลุ่มตระกูลเจี่ยง แต่เล่าเรื่องราวของตัวเอง
พ่อหาแฟนใหม่แล้วไม่เห็นค่าลูกสาวอย่างเธอ เธอเลยตีจากกับทางบ้าน... ชูอีพูดถึงแต่ความน้อยใจ แทบไม่ได้เปิดเผยข้อมูลของครอบครัว
ทางโรงเรียนเอง นอกจากผู้อำนวยการแล้ว คนอื่นก็รู้แค่ว่าบ้านของชูอีรวยมาก ปกติที่โรงเรียนชูอีไม่เคยเอ่ยถึงที่บ้านเลย ประชุมผู้ปกครองทุกปีก็มีพ่อบ้านมาแทน
ทางแม่หานเองก็ฟังจากลูกชายว่าชูอีเป็นคุณหนูบ้านรวย มากไปกว่านั้นก็ไม่รู้
ฟังชูอีพูดแบบนี้ ในหัวแม่หานก็จินตนาการเป็นภาพทันที
คิดว่าชูอีเป็นเหมือนละครที่เคยดู พ่อหนักชายเบาหญิง สมบัติก็ไม่แบ่งให้ลูกสาว แถมยังเมินเฉยใส่เพราะถูกคนรักยุแยง ฯลฯ
พอชูอีร้องไห้ฟ้องว่าตัวเองไม่มีเงินสักบาท ในใจก็ยิ่งเชื่อมั่นในความคิดนี้หนักขึ้น
ส่วนบอดี้การ์ดที่เจี่ยงเฉียวจัดไว้ให้ หลังจากชูอีพักอยู่โรงพยาบาลพวกเขาก็ถอนตัวไปแล้ว ทางบริษัทรปภ.เปลี่ยนคนมาใหม่ หญิงวัยกลางคนที่อยู่ห้องเดียวกับแม่หาน รวมถึงชายหนุ่มสองคนที่อยู่ห้องตรงข้ามก็คือบอดี้การ์ดนอกเครื่องแบบ
ชูอีไม่รู้ ส่วนคนอื่นยิ่งไม่มีใครจับได้
ในสายตาแม่หาน ชูอีคือยาจกน้อยน่าสงสาร ฐานะคุณหนูของเธอไม่ได้ช่วยอะไรลูกชายเลย แถมทำอะไรไม่เป็น สืบเนื่อทำนาก็ไม่รู้เรื่อง ต่อไปก็มีแต่จะถ่วงลูกชายที่มุ่งมั่นของตัวเอง
ชูอีนึกว่าการฟูมฟายฟ้องตัวเองจะแลกความสงสารเข้าใจจากแม่หาน แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นการดูถูก
