ทั้งในและนอกห้องถ่ายทอดสด ผู้คนนับไม่ถ้วนกลั้นหายใจจดจ่อ
ลู่หลีมองอย่างนิ่งสงบ จ้องพระจันทร์นอกหน้าต่างด้วยแววตาที่สุขุมราวกับผืนน้ำ
ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ต่างชาติที่เรียกขานแผ่นดินของเราว่าต้าเซี่ย พูดกันนักว่ามหาอำนาจเก่าแก่ คำกล่าวเช่นนี้ล้วนมาจากมุมมองของชาวตะวันตก อนิจจา! ต้าเซี่ยของเราจะเป็นมหาอำนาจเก่าแก่เช่นนั้นจริงหรือ?"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วน้ำเสียงก็พลันสูงขึ้น ราวกับดาบคมถูกชักออกจากฝัก ฉีกเมฆหมอกที่ปกคลุมท้องฟ้าออกเป็นเสี่ยงๆ
"ข้าตอบว่า: ไม่! นี่มันถ้อยคำอันใด! ถ้อยคำอันใดกัน! ในใจของข้ามีต้าเซี่ยผู้เยาว์วัยอยู่หนึ่งเดียว!"
เพียงประโยคเดียว หัวใจของหนุ่มน้อยจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่หน้าจอสั่นสะเทือน
ลู่หลีไม่หยุด ความเร็วในการพูดค่อยๆ เพิ่มขึ้น ดั่งสายน้ำไหลเชี่ยวกราก
"จะพูดถึงความแก่เยาว์ของประเทศ ขอเริ่มจากความแก่เยาว์ของคนก่อน ผู้สูงวัยมักคิดถึงอดีต หนุ่มสาวมักมองไปยังอนาคต"
"ผู้สูงวัยเป็นดั่งแสงยามเย็น หนุ่มสาวเป็นดั่งตะวันยามรุ่ง ผู้สูงวัยเป็นดั่งวัวผอมโซ หนุ่มสาวเป็นดั่งเสือวัยเยาว์ ผู้สูงวัยเป็นดั่งไม้แห้งเฉา หนุ่มสาวเป็นดั่งหญ้าในฤดูใบไม้ผลิ ผู้สูงวัยเป็นดั่งนักบวช หนุ่มสาวเป็นดั่งนักรบไร้พ่าย ผู้สูงวัยเป็นดั่งพจนานุกรมที่ตายตัว หนุ่มสาวเป็นดั่งบทละครอันโลดโผน"
"นี่คือความต่างระหว่างผู้สูงวัยกับหนุ่มสาว เมื่อคนมีสิ่งนี้ ประเทศก็ย่อมเป็นเช่นนั้น"
ลู่หลีไม่หยุด ร่ายยาวต่อเนื่องกันจนจบ
ประโยคที่เรียงเป็นชุดกระทบกันดั่งคลื่นยักษ์ซัดฝั่ง ซ้อนกันสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกการเปรียบเทียบดั่งกระจกที่สะท้อนเสียงที่จมอยู่กับอดีต และสะท้อนแสงที่ไม่เคยดับในดวงตาของหนุ่มสาว
หนุ่มน้อยที่อยู่หน้าจอเริ่มกำหมัดแน่น พวกเขาฟังถ้อยคำ "ดั่งตะวันยามรุ่ง" "ดั่งเสือวัยเยาว์" "ดั่งหญ้าในฤดูใบไม้ผลิ ดั่งนักรบไร้พ่าย" ในอกเหมือนมีบางอย่างกำลังทะลุพื้นดินขึ้นมา ร้อนแรงและถาโถม
ลู่หลีสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาพลันเฉียบคม
"ฉะนั้น หน้าที่ในวันนี้ มิได้อยู่ที่ผู้ใดอื่น หากแต่อยู่ที่พวกเราหนุ่มสาวทั้งสิ้น!"
ประโยคที่สำคัญที่สุดนี้ เปรียบเสมือนการประกาศอันเคร่งขรึม
