เสิ่นเวยมองใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“เผยจื้อ?”
ชายที่จู่ ๆ ก็ดึงเธอเข้ามาในห้องตรงหน้า ที่แท้ก็คือเผยจื้อ
เสิ่นเวยคลายความตึงเครียดลง คิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย
“คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
เธอคร้านจะอธิบายเรื่องพลังพิเศษสายลมที่เพิ่งใช้ไปเมื่อครู่ แต่โชคดีที่เผยจื้อไม่ได้ซักถาม
ชายหนุ่มเพียงยกมุมปากขึ้น น้ำเสียงไม่ใส่ใจ “ผมเกรงว่าคงต้องรบกวนคุณเสิ่นอีกแล้ว”
เสิ่นเวยชะงัก ก้มลงมอง คราวนี้ถึงสังเกตเห็นเสื้อผ้าที่เผยจื้อสวมอยู่—
เสื้อไหมพรมคอสูงสีดำ รวมถึงหมวกกับหน้ากากที่สวมเมื่อครู่ ล้วนเหมือนกับพวกบอดี้การ์ดที่อยู่ด้านหลังซุนชิ่นทุกประการ
เธอเข้าใจขึ้นมาทันที—ที่แท้เผยจื้อตั้งใจปกปิดตัวตน ปลอมเป็นบอดี้การ์ดของซุนชิ่นเพื่อมายังเมืองก่างงั้นหรือ?
ไม่อย่างนั้น ด้วยสถานะของเผยจื้อ ข่าวคงแพร่กระจายไปทั่วก่อนที่เขาจะมาถึงเมืองก่างเสียอีก
“คุณ...”
เสิ่นเวยขมวดคิ้ว กำลังจะพูด แต่ในวินาทีถัดมา สายตาก็จับจ้องกลุ่มแสงที่ล้อมรอบตัวเผยจื้อ สีหน้าเธอพลันเปลี่ยนไป
ภายใต้พลังของเนตรดารา เสิ่นเวยจึงสังเกตเห็นว่าแสงสีขาวบนตัวเผยจื้อเข้มข้นจนแทบแสบตา
ความสว่างนั้นเหนือกว่าผู้มีพลังพิเศษทุกคนที่เธอเคยพบมา เกรงว่าระดับของเขาคงไม่ใช่แค่ขั้นห้าแล้ว!
แต่สิ่งที่ทำให้สีหน้าของเสิ่นเวยเปลี่ยนไปจริง ๆ ไม่ใช่พลังงานสีขาวเหล่านั้น หากเป็นเงาดำกลุ่มหนึ่งที่พันอยู่บริเวณลำคอของเผยจื้อ ใกล้กระดูกไหปลาร้า
หรือว่า...
รูม่านตาของเสิ่นเวยหดวูบ เธอไม่สนใจสิ่งอื่นอีกต่อไป คว้าปกเสื้อของเผยจื้อแล้วกระชากออกอย่างแทบจะหยาบคาย
ผิวของเผยจื้อขาวมาก เป็นสีขาวเย็นเยียบราวกับหินอ่อน
แต่บนผิวขาวเย็นบริเวณกระดูกไหปลาร้าของเขาในตอนนี้ กลับมีรอยข่วนลึกน่ากลัวหลายรอย
เห็นได้ชัดว่าบาดแผลเกิดขึ้นมานานแล้ว ทว่ากลับไม่ยอมสมานอย่างผิดธรรมชาติ เลือดยังคงซึมออกมาจากรอยแผลที่ปริแยกไม่หยุด