“ฉันจะเลี้ยงมัน”
เสิ่นเวยตอบ เมื่อเห็นเสิ่นเจาเหย่ขมวดคิ้วแน่นขึ้นทันที เธอก็รีบเสริมอีกประโยค
“วางใจได้ ฉันไม่กินข้าวของตระกูลเสิ่นเพิ่มแม้แต่คำเดียว ต่อไปพวกคุณแค่จัดสรรเสบียงส่วนที่เป็นของฉันให้ตามปกติก็พอ ส่วนซวงซวงกินอะไร ฉันจะรับผิดชอบเอง”
“คิดว่าฉันจะถามเรื่องนี้หรือไง?” เสิ่นเจาเหย่แทบจะหัวเราะทั้งที่กำลังโมโห “ตระกูลเสิ่นของเรายังมีอาหารเลี้ยงหมาเหลือเฟือ แค่สงสัยว่าเธอกินยาผิดหรือเปล่า อยู่ ๆ ถึงสนใจเลี้ยงหมาขึ้นมา?”
เพราะในความทรงจำของเสิ่นเจาเหย่ เสิ่นเวยไม่เคยสนใจสัตว์ตัวเล็ก ๆ พวกนี้มากนัก
หรือว่า...
จู่ ๆ เสิ่นเจาเหย่ก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ แววตาพลันฉายความเย้ยหยันอย่างเข้มข้น
“เดี๋ยวนะ เสิ่นเวย เธอคงเห็นซิงซิงปล่อยสัตว์ตัวเล็ก ๆ ในร้านสัตว์เลี้ยงเมื่อกี้ ทำท่าทางมีเมตตา เลยอยากเลียนแบบเธอ แกล้งทำเป็นรักสัตว์และมีเมตตาเหมือนกันใช่ไหม?”
พูดจบ เขาก็ไม่รอให้เสิ่นเวยตอบด้วยซ้ำ ก่อนจะหัวเราะเยาะออกมา แววตาดูแคลนยิ่งทวีความเข้มข้น
“ไม่ต้องเปลืองแรงหรอก เสิ่นเวย ของปลอมก็คือของปลอม ต่อให้แกล้งทำได้เหมือนแค่ไหน ก็เทียบความใจดีของซิงซิงไม่ได้แม้แต่หนึ่งในหมื่น!”
น้ำเสียงของเสิ่นเจาเหย่เต็มไปด้วยการเสียดสี แต่สีหน้าเสิ่นเวยกลับไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
“แล้วแต่จะคิด”
เธอทิ้งท้ายไว้เรียบ ๆ ก่อนจะอุ้มซวงซวงขึ้นรถโดยไม่หันกลับไปมอง
ไม่นาน เสิ่นเวยและพวกก็กลับถึงเขตปลอดภัย
เรื่องที่เสิ่นเวยแอบออกจากห้องกลางดึก แล้วลอบเข้าร่วมหน่วยเก็บเสบียง ย่อมปิดบังตระกูลเสิ่นไม่ได้เช่นกัน