ห้องเล็กนี้สร้างขึ้นโดยเฉพาะสำหรับให้ผู้ศรัทธาสารภาพบาป ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่ายยิ่ง บนพื้นมีเพียงเบาะกำมะหยี่สีแดงเข้มผืนหนึ่งสำหรับให้ผู้ศรัทธาคุกเข่า ประตูห้องเล็กติดหน้าต่างกระจกบานเล็กทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าไว้บานหนึ่ง เพื่อให้คนด้านนอกมองดูและรู้ว่ามีผู้ใช้ห้องสารภาพบาปอยู่หรือไม่
อวี้เฉียวกำลังจ้องหน้าต่างกระจกบานเล็กนั้นอยู่ จู่ ๆ ก็เห็นแสงสว่างที่ลอดผ่านหน้าต่างมืดลง
มีคนเข้ามาแล้ว
อวี้เฉียวขยับห่างจากหน้าต่างฉลุลาย ปล่อยให้ความมืดเข้ามาแทนที่
เอาละ ถึงเวลาสอบฟังภาษาอังกฤษระดับหกแล้ว
ผู้มาเยือนเป็นหญิงสามัญคนหนึ่ง
อวี้เฉียวพอฟังเข้าใจอยู่บ้าง
นางกำลังสารภาพบาปเพื่อลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลก
อวี้เฉียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษอันกระท่อนกระแท่นของตนว่า “She became a little angel”
สมกับเป็นนาง แม้เพิ่งได้เป็นเทพธิดาครั้งแรก ก็ทำงานสำเร็จไปถึงสองอย่าง
เดี๋ยวก่อน ไม่ถูกสิ ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนางคือเทพสูงสุด แล้วเหตุใดนางต้องมาทำงานให้เทพีแห่งแสงสว่างด้วยเล่า
อีกอย่าง ผู้บังคับบัญชาของนางก็หลับใหลไปแล้ว ทั้งยังไม่จ่ายเงินเดือนให้นางด้วย แล้วนางจะตั้งใจทำงานนี้ไปทำไม
ปล่อยวาง ไม่ยอมดิ้นรน ปล่อยวาง ไม่ยอมดิ้นรน
หลังจากนั้นก็มีผู้คนทยอยเข้ามาในห้องสารภาพบาป เริ่มสารภาพบาปกันไปทีละคน
คนที่ตั้งใจจะปล่อยวาง ไม่ยอมดิ้นรนต่อไปเริ่มทำงานแบบขอไปที
ไม่ฟังด้วยซ้ำ ใช้เพียงสามคำก็ทำภารกิจสำเร็จอย่างเกินมาตรฐาน
พอมีคนเข้ามา นางก็โยนคำว่า “why” ใส่ก่อน
รอให้อีกฝ่ายพูดจบไปช่วงหนึ่ง นางค่อยพูดต่อว่า “how”
พอการสารภาพบาปจบลง นางก็ปิดท้ายด้วยคำว่า “good”
บางครั้งนางก็ยังตั้งใจฟังคำสารภาพบาปของผู้ศรัทธาบางคน
ไม่มีเหตุผลอื่น เนื้อหาที่คนเหล่านั้นเล่ามันชวนตะลึงเกินไปจริง ๆ!
ใครที่ชอบฟังเรื่องชาวบ้าน ย่อมไม่มีทางพลาดเรื่องพวกนี้
