สหายเต๋า เจ้ากำลังพูดกับใคร?

ตอนที่ 2 กลียุค

8 นาที· 1.8K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

คืนนี้ไร้จันทร์ ไร้ดารา

มีเพียงวายุพัดหอน เชือดเฉือนใบหน้าให้แสบร้อน

หลี่สือหวู่ใช้เสื่อไม้ไผ่กั้นเป็นเพิงอย่างง่าย ๆ กันลม

กลางเพิงมีกองไฟ ปักกระทะเหล็ก ต้มซุปลิงอยู่ทั้งตัว เนื้อหลุดจากกระดูกแล้ว ทว่ากะโหลกและกรงเล็บที่คล้ายทารกนั้นชวนขนลุกอย่างประหลาด

ไกลออกไป ซากของโหวชีนอนเดียวดายกลางพื้น ไม่มีผู้ใดแยแส

“ท่านอาจารย์ ข้ามีเรื่องสงสัยมาตลอด ข่าวคราวสำนักบ่มเพาะเซียนนี้ ท่านทราบมาจากที่ใดกันแน่ เป็นจริงหรือเท็จ?” หลี่สือหวู่ใช้หมั่นโถวขาวจุ่มน้ำซุป เอ่ยปากถามคล้ายไม่ตั้งใจ

ส่วนเฉียนหยวนจื่อที่นั่งตรงกลาง มีดฟืนปรากฏในมืออีกครา ดวงตาข้างโตข้างเล็กคู่นั้นเต็มไปด้วยเงามืด

“สือหวู่ เจ้าคิดจะช่วงชิงวาสนาสู่เซียนของอาจารย์งั้นรึ?”

ด้านข้าง เต้าหยื่อร่างสูงใหญ่ซื่อบื้อรีบเอ่ยปาก “อา...อาจารย์...พี่น้องศิษย์เหลือเพียงสี่คนแล้ว ถ้าตายอีกสักคน คงหาคนหามคานหามให้ท่านไม่พอ”

เฉียนหยวนจื่อครุ่นคิด ก่อนยิ้มทันที “กวนซาน ศิษย์ข้า เจ้านี่แหละที่คิดเพื่ออาจารย์เสมอ หัวลิงในหม้อนี่เจ้ากินเสีย”

หลี่สือหวู่ทำสีหน้าน้อยอกน้อยใจ “ท่านอาจารย์ เหตุใดจึงคิดเช่นนั้นกับศิษย์เล่า?”

“ข้าเพียงแค่คิดว่า เราค้นหาสำนักเต๋านั่นมา 10 ปี ผจญภัยลำบากมามากมาย แต่ไม่เห็นแม้แต่เงา”

“ก็เลยร้อนใจแทนท่านอาจารย์”

เฉียนหยวนจื่อหันมอง “แน่ใจ?”

หลี่สือหวู่เห็นดังนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าประจบ “ฮิ ๆ ศิษย์มันไม่ได้เรื่อง ก็ได้แต่หวังให้ท่านอาจารย์ได้เป็นเซียน”

“พวกเราที่เป็นศิษย์จะได้พลอยฟ้าพลอยฝน ได้เหาะขึ้นสวรรค์ตาม ๆ กัน”

“ดี!” เฉียนหยวนจื่อตบต้นขาฉาดใหญ่ หัวเราะก้อง “พวกเรา อาจารย์และศิษย์ จะได้เป็นเซียนด้วยกัน”

“ข้าผู้นี้ไม่เชื่อแล้ว ไอ้เง็กเตียนเฒ่าในฝันเจ้า นั่งบนตำหนักวิมานเมฆได้ ข้าเฉียนหยวนจื่อจะนั่งไม่ได้เชียว?”

เขากระอักน้ำลายถ่มหนึ่งที สีหน้าหมายมั่นอย่างประหลาด

“ศิษย์ทั้งหลาย วางใจเถอะ”

“สำนักบ่มเพาะเซียน พวกเราจะต้องพบจนได้”

กองไฟปะทุติ้ว ๆ ลุกไหม้ บางคราวมีสะเก็ดไฟแดงลอยวูบ นำพาไออุ่นบางเบามาสู่ค่ำคืนกลางถิ่นทุรกันดารนี้

เฉียนหยวนจื่อจ้องกองไฟ สีหน้าค่อย ๆ ล่องลอย “ศิษย์ของข้า อาจารย์ไม่ดีกับพวกเจ้าหรือ?”

“ลำบากอุตส่าห์เลี้ยงดูพวกเจ้า สอนให้รู้หนังสือ ยังพาข้ามภูเขาข้ามห้วย เสาะหาวาสนาเซียน”

“แต่พวกเจ้า เหตุใดจึงคิดหนีอยู่ร่ำไป?”

เขาถอนหายใจ ตักกรงเล็บลิงจากหม้อใส่ชามหลี่สือหวู่ “ศิษย์ 30 คนเอ๋ย มาถึงบัดนี้ เหลือเพียงพวกเจ้าสี่คน”

หลี่สือหวู่ก้มหน้านิ่ง

พวกเขาทั้ง 30 ศิษย์ ล้วนตั้งแซ่ส่ง ๆ แล้วใช้ตัวเลขเป็นชื่อ

ส่วนใหญ่ตายเพราะอารมณ์ปรวนแปรของเฉียนหยวนจื่อ แต่ก็มีบางส่วนที่ทนทุกข์ทรมานไม่ไหว คิดหลบหนีแล้วถูกฆ่า

เฉียนหยวนจื่อถอนหายใจต่อ “สือหวู่เอ๋ย ที่จริงในหมู่ศิษย์ อาจารย์ให้ความสำคัญกับเจ้าและสื่อปาเอ้อมากที่สุด”

“ถึงขั้นเคยเล่าเรื่องสำนักบ่มเพาะเซียนให้สื่อปาเอ้อฟังเพียงคนเดียว”

“น่าเสียดาย น่าเสียดายจริง”

ฟังคำนี้ หลี่สือหวู่กลอกตา ด่าทอ “เฮอะ พวกสารเลวนั่น ทิ้งท่านอาจารย์ไป ไม่รู้ตายอยู่ในซอกหลืบไหนแล้ว”

ส่วนสื่อปาเอ้อ เป็นผู้เดียวในพวกเขาที่หนีสำเร็จ หนีไปเมื่อสองเดือนก่อน

เฉียนหยวนจื่อพยักหน้า สายตากวาดผ่านหลี่สือหวู่ กวนซาน ฮวาเอ้อร์หลิง ทีละคน

สุดท้ายหยุดที่เต้าหยื่อหนุ่มผู้นั่งขดตัวเงียบกริบตลอดเวลา

“จ้าวซื่อ ศิษย์ข้า ว่าแต่ อาจารย์ดีกับเจ้าไหม?”

“จำได้ว่าปีก่อน เราเดินทางพบชาวบ้านกำยำคนหนึ่งจูงม้าแก่ ม้านั่งมีภรรยาของเขาซึ่งเพิ่งแต่งเข้าตระกูล สวมเสื้อสีแดงลายดอกใหม่เอี่ยม น่าชื่นชมนัก”

“สองคนนั้นกำลังกลับไปเยี่ยมพ่อแม่หลังแต่งงาน”

เฉียนหยวนจื่อยิ้มเหี้ยม “วันนั้น เจ้าจ้องอกของนางไม่วางตา บอกว่าสาวอกใหญ่ นิสัยต้องดีไม่เลว”

“รอถึงวันข้างหน้า ตนเองต้องหาคนแบบนั้นให้ได้”

เล่าถึงตรงนี้ เฉียนหยวนจื่อหัวเราะฮิ ๆ อย่างสนุก “ในฐานะอาจารย์ จะให้ศิษย์ต้องทนลำบากเช่นนั้นได้อย่างไร?”

“เจ้าพอใจสตรีนั่น อาจารย์ก็ช่วยปล้นมา”

“ฉึก ฟันชาวบ้านนั่นตายในดาบเดียว แล้วลากสตรีลงจากม้า ให้พวกเจ้าเอาฟ้าเป็นผ้าห่ม ดินเป็นที่นอน เข้าหอต่อหน้าธารกำนัล”

“จ้าวซื่อ อาจารย์ดีกับเจ้าแค่ไหน?”

เต้าหยื่อหนุ่มนามจ้าวซื่อสะท้านไปทั้งร่าง เงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก

“ดี ขอรับ อาจารย์ดีกับศิษย์ที่สุด”

แต่เสียงเขากลับแหลมเล็ก คล้ายเสียงเด็กที่ผิดเพี้ยน แม่นยำกว่านั้นเหมือนขันที

เฉียนหยวนจื่อถอนหายใจ “เฮ้อ”

“อาจารย์กลัวเจ้าหลงใหลสตรี จะหลงละเลยภารกิจเป็นเซียน”

“จึงต้องตอนไอ้ของเจ้าในกางเกงทิ้งเสียภายหลัง”

หลี่สือหวู่ฟังเงียบ ๆ มองท่าทางกระมิดกระเมี้ยนของจ้าวซื่อ ใจพลอยหดหู่ไปด้วย

การติดตามเฉียนหยวนจื่อนั้น แค่คำว่าทรมานยังสุดจะบรรยาย

แม้แต่ยามหลับใหลกลางค่ำคืน เขายังไม่กล้าหลับสนิท หวั่นเกรงอารมณ์ปรวนแปรของอีกฝ่าย จะถูกฟันตายส่ง ๆ

ราตรียาวนาน

เนื้อลิงหม้อหนึ่งค่อย ๆ เหลือเพียงเศษกระดูก

แม้แต่น้ำซุปก้นหม้อ ยังถูกกวนซานสูดซดจนเกลี้ยง

ฮวาเอ้อร์หลิงลุกขึ้นเดินไปยังเพิงเล็กไม่ไกล พอใกล้ถึงก็ถอดเสื้อผ้าทั้งหมดออก

ดังที่โหวชีกล่าว ทุกค่ำคืน เขาต้องไปนอนผ้าห่มให้เฉียนหยวนจื่อ

หลี่สือหวู่เห็นเป็นเรื่องปกติ จึงช่วยกันกับกวนซานและจ้าวซื่อ เก็บถ้วยหม้อ เติมฟืนใหม่

วาราตรีกู่ร้อง ต้นหญ้าพุ่มไม้ไหวเอน มองจากไกลคล้ายภาพเงาผีดำที่กำลังจ้องมองคนกลุ่มนี้

หลี่สือหวู่ปูเสื่อข้างกองไฟ ห่มผ้าบางผืน อาจเพราะการตายของโหวชี ค่ำคืนนี้เขาจึงใจว้าวุ่นยิ่งนัก

ในโลกนี้ มีเซียนจริงหรือ?

เขาอดย้อนถามตนเองในใจมิได้

เพราะตลอดทางนี้ เขากับเฉียนหยวนจื่อตะลุยภูเขามามากมาย ไม่เคยพบผู้บำเพ็ญตนเลย แม้แต่สัตว์วิเศษหรือดอกไม้ใบหญ้าวิเศษก็ไม่เห็นเงา

มากสุดก็เคยพบเพียงสิ่งที่แปลกประหลาดลึกลับ คล้าย ๆ เจ้าหลวงโลง

คิดถึงตรงนี้ เขาจึงลุกนั่ง จ้องซากของโหวชีอยู่ไกล ๆ แล้วหันไปจ้องกระโจมของเฉียนหยวนจื่อ

แววตาค่อย ๆ แสดงความเด็ดเดี่ยว

เขากำลังคิด จะสู้แตกหักดีหรือไม่ จะได้ลองเชือดเฉียนหยวนจื่อสักที

“สือหวู่ อย่าเลย ท่านจะต้องตาย”

จ้าวซื่อข้าง ๆ ตื่นขึ้นมาแต่เมื่อไรไม่รู้ กำลังส่ายหน้าพรืด สายตาเต็มไปด้วยการห้ามปราม

“ท่านสู้เขาไม่ได้หรอก อย่าสังเวยชีวิตเปล่า ๆ เลย”

หลี่สือหวู่ผ่อนลมหายใจ สีหน้าคลายลง เผยรอยยิ้ม “นอนเถิด พรุ่งนี้เช้ายังต้องเดินทาง”

แต่ทันใดนั้นเอง

แผ่นดินที่เงียบสงบมาโดยตลอด กลับสั่นสะเทือนรุนแรง ส่งเสียงดังกังวานน่าสะพรึง

ฟ้าดินสั่นคลอนอย่างรุนแรง เมฆหนาเบื้องบนปริแตกออก เผยให้เห็นจันทร์เสี้ยวดั่งโลหิตเจิ่งนอง

ใต้จันทราโลหิต หมื่นสรรพสิ่งคล้ายถูกปูด้วยเปลวไฟแดงฉาน อบอวลด้วยความชั่วร้ายและความงามในวาระสุดท้ายของโลกที่มิอาจบรรยาย

หลี่สือหวู่ลุกพรวด ในใจตะลึงไปชั่วขณะ

จากนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นวาบไปทั่วร่าง จนเขาอดไม่ได้ที่โลหิตพลุ่งพล่าน

มังกรดินพลิกตัว สวรรค์ประทานโอกาส หนี!

แต่ทันใด เฉียนหยวนจื่อพุ่งพรวดออกมา ใบหน้าเฒ่าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะพบเห็น

“มังกรดินพลิกตัว?”

“ไม่ ไม่ใช่”

“ฟ้าดินเปื้อนเลือด หมื่นสิ่งสะเทือน หรือว่าสำนักบ่มเพาะเซียนจะปรากฏ?”

“ฮ่า ๆ ๆ เป็นเซียน ข้าผู้เฒ่าจะได้เป็นเซียนแล้ว”

น้ำเสียงเฉียนหยวนจื่อแหบโหยดั่งผีร้าย “ศิษย์เอ๋ย เร็ว เร็วตามอาจารย์ไปหาวาสนาสู่เซียน!”

หลี่สือหวู่ขมวดคิ้ว แผ่นดินไหวชัด ๆ แต่ไอ้แก่บ้านี่บ้าอะไรอีก?

ถึงกระนั้น เขาก็ขัดขืนไม่ได้

เพียงชั่วครู่ ก็เห็นภายใต้แสงจันทร์สีเลือด คนกลุ่มหนึ่งฝ่าโขดหินที่ร่วงหล่นทั้งสองข้าง เดินเซเซซัดเสาะหาอยู่โดยรอบ

ในที่สุด

หนึ่งชั่วยามต่อมา

สำนักเต๋าที่เต็มไปด้วยฝุ่นผง ก็ปรากฏตรงหน้าพวกเข้าอย่างแท้จริง

“สำนักบ่มเพาะเซียน... มีจริง ๆ หรือ?”

หลี่สือหวู่จ้องภาพนี้ตะลึงงัน รู้สึกถึงความไร้สาระขั้นสุดที่ค่อย ๆ พวยพุ่งกลางใจ

กวนซาน ฮวาเอ้อร์หลิง จ้าวซื่อ และคนอื่น ๆ ต่างรู้สึกเช่นกัน เพราะมันไม่จริงจังเกินไปแล้ว

มีเพียงเฉียนหยวนจื่อที่ดีใจจนต้องแผดเสียงก้องฟ้า

“พบแล้ว ในที่สุดก็พบ”

ส่วนสำนักเต๋าเบื้องหน้า แท้จริงแล้วไม่ได้โดดเด่นอะไร ดั่งวิหารป่าในหุบเขาทั่วไป

สร้างด้วยศิลาและไม้ ผิวภายนอกถูกกัดกร่อนตามกาลเวลา ทรุดโทรมเสียหายรุนแรง กลับให้กลิ่นอายความเก่าแก่ผ่านกาลเวลาอันล้ำลึก

“จ้าวซื่อ ศิษย์ข้า”

“ไป เปิดประตูสำนัก” เฉียนหยวนจื่อเอ่ยโดยพลัน

จ้าวซื่อตกตะลึง ก่อนจะกระแทกศีรษะคำนับกับพื้นไม่หยุด

“วาสนาเซียนครานี้ ท่านอาจารย์คือผู้ถูกลิขิต ศิษย์ไม่กล้าบุ่มบ่ามยิ่ง”

เฉียนหยวนจื่อตวัดตามอง “อย่างไร ไม่ฟังคำอาจารย์แล้ว?”

จ้าวซื่อเห็นดังนี้ จำต้องลุกขึ้นอย่างเสียมิได้ เดินสั่นเทาไปยังสำนักเต๋า

เมื่อเข้าใกล้ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือบานประตูใหญ่สีน้ำตาลเทา ไม่รู้ว่าทำจากวัสดุใด มีห่วงประตูทองเหลืองสองห่วง

แต่จ้าวซื่อเพิ่งยื่นมือออกจะผลักประตู กลับเห็นเฉียนหยวนจื่อถือมีดฟืน พุ่งทะยานเข้ามา

หลังสีเลือดวาบหนึ่ง พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนแหลมบาด มีดตัดขาทั้งสองของจ้าวซื่อขาดสะบั้นจากโคน ร่วงลงกลางกองเลือด

เฉียนหยวนจื่อแลบลิ้นเลียหยดเลือดบนคมมีด ดวงตาข้างโตข้างเล็กเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมทารุณ

“หึหึ”

“ข้าบอกให้ไป เจ้าก็ไป? มิรู้จักทดสอบใจเลย”

“ดูท่า ไอ้ศิษย์ทรยศมันก็อยากช่วงชิงวาสนาเซียนของอาจารย์จริง ๆ”

และแล้ว ชั่วพริบตาถัดมา

สายตาของเฉียนหยวนจื่อก็จับอยู่ที่หลี่สือหวู่ ปากเบี้ยวแสยะยิ้มสยองขวัญอย่างพิกล

“สือหวู่เอ๋ย เจ้าฝันถึงเทพเซียนทุกค่ำคืน”

“ดูแล้วก็น่าจะมีวาสนากับเซียน”

“ประตูสำนักนี้ เจ้าจงเปิดแทนอาจารย์เถิด!”

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป