ยามนี้ พสุธาและนภาก็หยุดสั่นสะท้าน ทุกสิ่งกลับคืนสู่สภาพเดิม
หลี่สือหวู่หดคอพลางเอ่ยว่า “อา... อาจารย์ ให้ข้าไปหรือ?”
ส่วนเฉียนหยวนจื่อ ในมือถือดาบฟางยาวครึ่งแขน ยืนจ้องเขม็งอยู่หน้ากำแพงสำนักดุจเสือจับตาดูเหยื่อ
ด้านจ้าวซื่อ นอนหงายจมกองเลือด ดวงตาเบิกโพลง ตายไม่ยอมหลับตา
“สือหวู่ วางใจเถิด อาจารย์รักเจ้ามากที่สุด ไม่มีทางฟันเจ้าหรอก”
“เจ้าคือผู้มีวาสนาพบเซียน เมื่อถึงเวลาอาจารย์และศิษย์คู่นี้ได้เป็นเซียนพร้อมกัน ก็นับเป็นเรื่องเล่าขานอันงดงาม”
เฉียนหยวนจื่อปลอบโยนหว่านล้อม แต่ฟังเข้าหูหลี่สือหวู่กลับราวกับยมทูตเร่งวิญญาณ แทงแก้วหูปั่นป่วนหัวใจ
ไม่ ผิดแล้ว!
หลี่สือหวู่ตากระตุก จู่ ๆ ก็รู้ตัวว่าเรื่องดูผิดปกติไปมาก
หลายปีที่เขายอมจำนนเอาชีวิตรอดภายใต้มือเฉียนหยวนจื่อ อีกฝ่ายอารมณ์ปรวนแปร เมินเฉยต่อทุกสิ่ง จะคิดสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น
เว้นเสียแต่เมื่อเกี่ยวกับคำว่า ‘เซียน’ ผู้อื่นอย่าได้แตะต้อง
ทว่ายามนี้วาสนาเซียนอยู่ตรงหน้า อีกฝ่ายกลับผิดวิสัย ระงับความกระหายเอาไว้ ถึงกับให้พวกศิษย์เข้าไปก่อน
นี่มันเหตุใด?
“ศิษย์สือหวู่ รีบเข้าไปเถิด!” เฉียนหยวนจื่อเร่งอีกครั้ง
“พ่ะ... พ่ะย่ะค่ะ!”
หลี่สือหวู่ตอบรับอย่างยากลำบาก ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดเผ่นหนี แต่มันเป็นเพราะเฉียนหยวนจื่อแม้ภายนอกดูชราภาพ แต่วิทยายุทธหมัดเท้าเพลงดาบกลับแกร่งเกินมนุษย์
เขาเคยเห็นกับตาว่า อีกฝ่ายเดียวดายสังหารโจรม้าได้หลายสิบ ซากศพจมกองเลือดกลางทะเลทราย
“สือหวู่ ระวังตัว”
ฮวาเอ้อร์หลิงยืนอยู่ด้านหลัง ก้มศีรษะต่ำมาก แต่ก็ยังเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“ไม่เป็นไร!”
หลี่สือหวู่สูดลมหายใจยาว บังคับใจให้ก้าวขึ้นหน้า
ขณะนี้เขาอยู่ห่างจากประตูสำนักประมาณร้อยก้าว
เดินไปได้ราวห้าสิบก้าว ฝีเท้าหลี่สือหวู่ก็หยุดชะงัก
ก่อนหน้านี้เนื่องจากระยะไกลและแสงสว่างอับเลือน เขาจึงเห็นไม่ชัด
ทว่าบัดนี้เขากลับพบสิ่งที่มิควรปรากฏ ณ ที่แห่งนี้
นั่นคือเสื้อคลุมของนักบวชเต๋าที่ขาดวิ่นโชกโคลน กระจัดกระจายอยู่ข้างกอหญ้ารกเรื้อ
ทั้งรูปแบบและวัสดุกลับเหมือนกับที่เขาสวมใส่เปี๊ยบ
“สือหวู่ คุ้นตาหรือไม่?” เฉียนหยวนจื่อหรี่ตาเอ่ยขึ้นมาลอย ๆ
“เสื้อคลุมนักบวชของพวกเจ้านี่ อาจารย์ให้คนตัดเย็บเฉพาะนะ ส่วนไอ้ช่างตัดเสื้อใบ้ อาจารย์ใช้ดาบฟันมันตายไปนานแล้ว”
หลี่สือหวู่กลั้นหายใจ ฉับพลันก็เข้าใจทุกอย่าง
เสื้อคลุมนักบวชที่อยู่บนพื้นนั่นเป็นของสื่อปาเอ้อ นักบวชหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวที่หนีรอดไป
นั่นย่อมหมายความว่า อีกฝ่ายไปถึงก่อนพวกเขา และพบเจอสำนักเต๋าแห่งนี้?
“เฮ้อ!”
เฉียนหยวนจื่อทอดถอนใจ แถมยังใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาด้วยท่าทางน่าหัวร่อ
“สือหวู่เอ๋ย ดูท่าวาสนาเซียนที่อาจารย์ตามหามานาน คงถูกไอ้ศิษย์อัปรีย์นั่นตัดหน้าไปก่อนแล้วกระมัง”
“เจ้าเปิดประตูสำนักเข้าไปก่อนเถิด ดูซิว่าไอ้ทรชนนั่นเป็นไงบ้าง”
“หากมันสำเร็จจริง ข้าในฐานะอาจารย์ก็ต้องไปร่วมยินดีกับมันหน่อย”
หลี่สือหวู่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงจ้องมองเสื้อคลุมนักบวชตัวนั้นแน่นิ่ง
เขาจำได้ว่าสื่อปาเอ้อเคยเอ่ยหลายครั้งว่า หากหนีออกไปได้ จะไม่มีทางหนีเอาตัวรอดเพียงลำพัง
แต่จะหาทางวางกับดักวาสนาเซียนปลอมขึ้นมาระหว่างทางพวกเขา ซุกซ่อนกลไกลับ อาวุธซ่อนเร้นต่าง ๆ หรือแม้แต่วางยาพิษ...
ด้วยอุปนิสัยของเฉียนหยวนจื่อ อีกฝ่ายไม่มีทางลังเลแม้แต่น้อย ต้องพุ่งเข้าไปติดกับแน่
คิดได้ดังนั้น รูม่านตาหลี่สือหวู่ก็หดเล็กลง
ที่นี่จะไม่ใช่สำนักบ่มเพาะเซียนจริง ๆ ใช่หรือไม่?
แต่เป็นเพียงสำนักร้างกลางขุนเขา พอถูกสื่อปาเอ้อพบเข้า เลยจัดแจงวางกับดัก ใช้เป็นสถานที่ปลิดชีพเฉียนหยวนจื่อ!
ส่วนเสื้อคลุมนักบวชที่ถูกทิ้งไว้ข้างนอก ก็คือสิ่งอีกฝ่ายตั้งใจเอาไว้เตือนพวกเขา อย่าเข้าไปพลอยถูกเคราะห์ไปด้วย
ในขณะเดียวกัน กวนซานและฮวาเอ้อร์หลิงก็ค่อย ๆ เข้ามาใกล้ มองเสื้อคลุมนักบวชที่ตกอยู่บนพื้นเช่นกัน ก้มศีรษะไม่รู้คิดอะไรอยู่
“สือหวู่ เหม่ออะไร?” เฉียนหยวนจื่อเอ่ยเสียงเย็น
“ม... มาแล้ว”
หลี่สือหวู่กลอกตาไปมา เมื่อคิดทุกอย่างตกผลึก เขาไม่มีวันยอมเป็นคนแรกที่เปิดประตูสำนักนี้
เขากลั้นลมหายใจ ก้าวยาว ๆ ไม่กี่ก้าวก็ถึงหน้าประตูสำนัก
โค้งคำนับให้เฉียนหยวนจื่อ จากนั้นเอ่ยด้วยความกรุ่นโกรธว่า “นั่นสื่อปาเอ้อโชควาสนาบอบบาง วาสนาเซียนเช่นนี้มันจะคู่ควรได้เยี่ยงไร?”
“ศิษย์คิดว่ายามนี้มันต้องยังไม่สำเร็จ”
“จึงขอให้ท่านอาจารย์ถือดาบ ชำระทรชนด้วยมือของท่านเอง”
เฉียนหยวนจื่อได้ฟัง กลับหัวเราะอย่างมีนัยล้ำลึก
“สือหวู่เอ๋ย เจ้านี่กตัญญูดีนัก เมื่อเป็นเช่นนั้น เรื่องชำระทรชน ข้ามอบให้เจ้าเป็นคนจัดการ”
หลี่สือหวู่แก้มกระตุก ตะกุกตะกักว่า “อ... อาจารย์ ข้าคิดว่าเรื่องนี้ท่านทำเองจะเหมาะสมกว่า”
“ไม่เป็นไร ศิษย์อย่างเจ้าจัดการก็เหมือนกัน”
“ไม่ ไม่ อาจารย์ลงมือเองดีกว่า” หลี่สือหวู่พยายามบ่ายเบี่ยงสุดกำลัง
เฉียนหยวนจื่อเงียบกริบ เพียงแต่จ้องมองสามคนด้วยดวงตาเล็กข้างดวงตาใหญ่ข้าง แววตาแหลมดั่งมีด ดุจน้ำแข็งทิ่มแทงกระดูก
ทันใดนั้น เขาเอ่ยด้วยเสียงต่ำว่า “สำนักเต๋าตรงหน้า คือวาสนาเซียนปลอมที่ไอ้ศิษย์อัปรีย์จัดฉาก อยากล่อให้ข้าหลงกลสินะ”
“เฮอะ ๆ ที่มันโยนเสื้อคลุมนักบวชไว้ข้างนอก ก็คือต้องการบอกพวกเจ้า อย่าตามเข้าไป”
“ไอ้เด็กน้อย อยากเล่นตุกติกใส่ข้า พรสวรรค์พวกเจ้ายังไม่พอหรอก”
เพียงชั่วพริบตา หัวใจหลี่สือหวู่ราวกับหยุดเต้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงจนห้ามไม่อยู่
ไอ้เฒ่านี่รู้ได้เยี่ยงไร?
ด้วยเหตุใด?
ขณะเดียวกัน เขาก็รู้ดีแก่ใจ การที่เขาเพิ่งเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายให้เข้าสำนัก นั่นแหละคือสาเหตุให้เขาคงสิ้นชีวิตในคืนนี้แน่
เฉียนหยวนจื่อแววตาดุจตะขอเกี่ยว แย้มเขี้ยวเหลืองคล้ายจะกินคน “สือหวู่ เจ้านี่เป็นศิษย์กตัญญูดีแท้”
“รู้อยู่แก่ใจว่าข้างในคือสถานที่ตาย แต่ยังพร่ำเซ้าซี้ให้อาจารย์เข้าไป”
“ตอนนี้ เจ้าไม่เข้าไปก็ต้องเข้าไป”
ฟังเสียงเร่งเร้าราวกับคำสั่งประหารดังข้างหู หลี่สือหวู่หันร่างกลับไปอย่างยากลำบาก จ้องสายตาไปที่ฮวาเอ้อร์หลิง
“เจ้าเป็นคนไปฟ้อง?”
อีกฝ่ายนอนร่วมเตียงกับเฉียนหยวนจื่อทุกคืน ความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวคือเขาเป็นคนเอาเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป
“ไ... ใช่ข้าที่ทรยศ” ฮวาเอ้อร์หลิงเห็นดังนั้น รีบโบกมือส่ายศีรษะ ดูแตกตื่นไม่แพ้กัน
ทว่ากวนซานที่ยืนอยู่ข้างเขา ร่างสูงใหญ่ดูซื่อ ๆ กลับหัวเราะออกมาเฉียบพลัน ยิ้มแย้มจนดูไร้พิษภัย
เอ่ยเสียงทุ้มว่า “ฮิ ๆ สือหวู่ เรื่องนี้ข้าเป็นคนเอาไปบอกอาจารย์ก่อนเอง ไม่คิดเลยใช่ไหมล่ะ?”
“อาจารย์บอกว่าชอบศิษย์ที่เชื่อฟัง ข้าเลยว่าง่ายที่สุด ทุกการเคลื่อนไหวของพวกเจ้า ข้าเอาไปบอกอาจารย์หมด”
“รวมถึงหลายครั้งที่มีศิษย์พี่ศิษย์น้องหนีไป ข้าก็เป็นคนเรียกอาจารย์มา พวกนั้นถึงถูกเจ้าหลวงโลงกัดคอตาย”
หน้าประตูสำนัก ข้อนิ้วมือหลี่สือหวู่ขบริมกันดังกร็อบ เขาไม่เคยนึกเลยว่าต้นตอปัญหามาจากกวนซานที่ดูไร้ภัยที่สุด
กลับได้ยินกวนซานเอ่ยต่อไปว่า “เฮ้อ พวกเจ้าอย่าได้มาโทษข้า”
“สือหวู่เล่านิทานเทพเซียนเอาใจอาจารย์ ฮวาเอ้อร์หลิงผิงเตียงให้อบอุ่นได้ แม้แต่โหวชีก็ยังปากหวานนัก”
“ส่วนข้ามันมีดีแค่เรื่องกิน หาได้มีฝีมืออะไรไม่”
“แต่ข้าก็อยากมีชีวิตอยู่เหมือนกัน ก็เลยทำได้แค่ฟังคำอาจารย์ เอาทุกการเคลื่อนไหวของพวกเจ้ามาเล่าให้ฟัง นี่เป็นประโยชน์เดียวของข้าแล้ว”
ด้านเฉียนหยวนจื่อ จ้องหลี่สือหวู่ราวกับมองซากศพ “เลิกพูดไร้สาระ เข้าไปในสำนัก”
“ข้าจะดูเสียหน่อย ว่าไอ้ศิษย์อัปรีย์นั่นเตรียมกลอุบายอะไรไว้ให้ข้า”
ประจันสายตาอันอำมหิตดุจกินคนของเฉียนหยวนจื่อ หลี่สือหวู่สุดลมหายใจเข้าลึก
มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะเลือกได้อีก
“อี๊... เอียดดด…”
พลันสองฝ่ามือออกแรง เสียงดังครึด ประตูสำนักถูกเปิดออกตามแรง
ทว่าสิ่งที่เผชิญตรงหน้า หาใช่กลไกลับที่คาดคิดไม่ มีเพียงห้องหนึ่งซึ่งลึกไม่มากนัก
และกลิ่นคาวเลือดที่อบอวลจนหายใจไม่ออก โถมใส่หน้าราวกับพายุ
“นี่... นี่มัน...” หลี่สือหวู่เผยสีหน้าเหลือเชื่อ
เพราะกลางห้อง บนพื้นมีเทียนแดงเล่มหนึ่งที่จวนจะมอดดับตั้งอยู่
ภายใต้แสงเทียนริบหรี่
กลับเป็นร่างที่น่าสะพรึงกลัวล้มอยู่ด้านหนึ่ง เปลือยเปล่าทั้งร่าง แผ่นหนังมนุษย์ถูกถลกออกทั้งเป็นเสียครึ่งตัว เผยให้เห็นเนื้อเยื่อสีแดงฉาน
และร่างนั้น คือ สื่อปาเอ้อ