【เริ่มออกเดินทางแล้ว ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย โปรดระวังด้วย!!!】
ยามอาทิตย์อัสดง สีสันค่อย ๆ เลือนราง
ในป่าเขาเปลี่ยวร้าง
หลี่สือหวู่สวมชุดนักพรตเก่าขาด เท้าเปล่า ข้อเท้ามีโซ่เหล็กคล้องที่สึกกร้านจนขึ้นเงา ดวงตาไร้แวว ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยอ่อนล้า
เบื้องหลังเขา คือนักพรตน้อยอีกสี่คนที่แต่งตัวคล้ายคลึงกัน อายุสิบเจ็ดสิบแปดปีเท่า ๆ กัน แบกเกี้ยวไม้ไผ่เขียวแบบง่าย ๆ อยู่บนบ่า
บนเกี้ยวนั่งนักพรตเฒ่าหน้าตาอัปลักษณ์ เต็มไปด้วยไฝดำ แถมปากเบี้ยว สีหน้าเหี้ยมเกรียม นามว่าเฉียนหยวนจื่อ
เวลานี้
หลี่สือหวู่ส่ายหัวแรง ๆ ฝืนเรียกสติก่อนเสแสร้งยิ้มประจบประแจง แล้วจึงหันกลับไป
ถามว่า "ท่านอาจารย์ พวกข้าติดตามท่านตามหาโชคเซียน ข้ามเขาลำเนาไพร หลับนอนกลางหิมะและวายุฝนถึงสิบปีแล้ว"
"ศิษย์ขอบังอาจถามท่านอาจารย์ว่า จะเป็นเซียนได้อย่างไรกันแน่?"
บนเกี้ยวไม้ไผ่ เฉียนหยวนจื่อเลิกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย แสยะยิ้มแล้วว่า "เป็นเซียน?"
"ตระกูลสูงส่ง ผู้ชี้ทางปรีชาญาณ ผู้พิทักษ์เส้นทางทรงพลัง จึงจะบรรลุเซียนได้"
ฟังดังนั้น หลี่สือหวู่เกาคางแล้วถามต่อว่า "ท่านอาจารย์ ยังมีหนทางอื่นอีกหรือไม่?"
เฉียนหยวนจื่อว่า "โชควาสนาล้ำเลิศ ก้มลงพบถ้ำมังกร แหงนหน้ามองรังหงส์ จึงจะบรรลุเซียนได้"
ได้ฟังเช่นนั้น หลี่สือหวู่หน้าเต็มไปด้วยกังวล ไม่ยอมแพ้แล้วถามอีกว่า "ยังมีอีกหรือไม่?"
เฉียนหยวนจื่อชำเลืองมอง น้ำเสียงเหมือนหมดความอดทน "พรสวรรค์เหนือล้ำ ก้าวหนึ่งบรรลุขั้น หนึ่งวันรู้แจ้งธรรมะ จึงจะบรรลุเซียนได้"
คราวนี้ หลี่สือหวู่ถึงกับอึ้งงันงงงวย หนทางทั้งสามนี้ คนอย่างพวกพ้องศิษย์พี่ศิษย์น้องเขา ล้วนไม่เข้าข่ายสักทางเดียว
จากนั้นจึงเห็นเขาพูดตะกุกตะกัก "ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ วิชาเป็นเซียนของท่านนั้นยอดเยี่ยมนักหนา แต่ก็ต้องพึ่งพาชาติตระกูล โชควาสนา และพรสวรรค์มากเกินไป"
"มีวิธีที่เข้าใจง่ายกว่านี้ และทำได้จริงหรือไม่ ให้พวกศิษย์ได้ตื่นตาตื่นใจบ้าง?"
คำพูดนี้เพิ่งหลุดปาก เฉียนหยวนจื่อเหมือนเกิดความสนใจขึ้นมา
จึงเห็นเขาหันมองซ้ายขวา ดูว่าในป่าเขาเปลี่ยวร้างนี้ มีเพียงหลี่สือหวู่และศิษย์อีกสี่คนเท่านั้น
แล้วจึงค่อยโล่งอก ล้วงแผ่นหนังแกะสีน้ำตาลกรำ ยับยู่ยี่เหลือขนาดเท่าฝ่ามือ ออกมาจากใต้ชุดนักพรต
แล้วลดเสียงลงต่ำอย่างเป็นความลับว่า "มีสิ ศิษย์เอ๋ย มิเช่นนั้นเหตุใดอาจารย์จึงพาพวกเจ้าเร่ร่อนข้ามเขาลำเนาไพถึงสิบปีเล่า?"
"เพราะมีข่าวลือว่า มีสำนักแห่งหนึ่ง นามว่าสำนักบ่มเพาะเซียน"
"ภายในสำนักนั้น มีดินวิเศษผืนหนึ่ง"
"คนโบราณว่าไว้ ปลูกองุ่นย่อมได้องุ่น ปลูกถั่วย่อมได้ถั่ว แต่ดินผืนนั้นแปลกนัก สามารถปลูกเซียนได้!"
กล่าวถึงตรงนี้ เฉียนหยวนจื่อราวกับตื่นเต้นอย่างยิ่ง ถึงกับกระโดดลงจากเกี้ยวไม้ไผ่ กางแขนสองข้างออก แล้วแหงนหน้ามองฟ้าพลางหัวเราะ
"เพียงอาจารย์ได้พบสำนักบ่มเพาะเซียนแห่งนั้น แล้วพาตัวเองลงไปในดินเป็น 'เมล็ดพันธุ์' ก็จะได้เป็นเซียน เป็นเซียนแล้ว!"
ชั่วขณะนั้น หลี่สือหวู่และนักพรตน้อยอีกสี่คน ตกตะลึงยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่า การที่เฉียนหยวนจื่อพาพวกเขาออกตามหาลู่ทางเป็นเซียนถึงสิบปี เบื้องหลังกลับมีเหตุผลเหลวไหลพิสดารเพียงนี้
ทันใดนั้นเอง เฉียนหยวนจื่อก็หันมองมาอย่างเหี้ยมเกรียม แล้วเอ่ยขึ้นลอย ๆ "สือหวู่ เมื่อคืนฝันเห็นเทพยดาอีกแล้วหรือ?"
หลี่สือหวู่สะท้านเย็นไปทั้งร่าง รีบร้อนเอ่ยว่า "ใช่ ฝันเห็นพ่ะย่ะค่ะ"
"อ้อ ฝันเห็นอะไรอีกเล่า?"
"ฝันว่า 'เจ้าแม่กวนอิมเมาแล้วทุบตีพระตถาคต ซุนหงอคงเหาะขึ้นเขาเหลียงซานในคืนหิมะโปรย'"
เฉียนหยวนจื่อหลี่ตาลง "เล่ามา!"
ทุ่งราบเปลี่ยวเปล่า ใบหญ้าใบไม้พลิ้วไหวท่ามกลางวายุราตรี เสียงดังซู่ซ่าน่าใจหาย
มีเพียงหลี่สือหวู่ที่เหงื่อโทรมกาย พูดจาแข็งขันเล่าเรื่องเซียนที่ถูกดัดแปลงแก้ไขจนผิดเพี้ยน
ครู่หนึ่งต่อมา
เฉียนหยวนจื่อหัวเราะลั่น "สนุกดี เรื่องของสหายเซียนพวกนี้ ช่างน่าสนใจนัก"
แต่ในชั่วขณะต่อมา เขาแสยะยิ้มเผยฟันเหลือง มองจ้องหลี่สือหวู่ ใบหน้าเหี้ยมเกรียมอย่างอธิบายไม่ได้
"สือหวู่เอ๋ย อาจารย์มิอาจพิสูจน์ได้ว่าเรื่องที่เจ้าเล่านั้นเป็นจริง"
"แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่า เจ้าโกหกหลอกอาจารย์เช่นกัน"
แววตาเฉียนหยวนจื่อเยือกเย็นลงเรื่อย ๆ "ยามนี้อาจารย์ยังไม่ใช่เซียน แต่หากวันใดได้เป็นเซียนจริง ๆ ขึ้นสู่นภามณเฑียรชั้นฟ้าสูง แล้วไม่ได้พบสหายเซียนที่เจ้าเล่าถึง"
"ศิษย์รัก เจ้าคงเข้าใจดีว่า ผลลัพธ์ของเจ้าจะเป็นเช่นไร?"
กล่าวจบ เขาถอดเครื่องประดับใบหูออกจากติ่งหู อันมีขนาดเท่าหัวแม่มือ สีสัมฤทธิ์ มีรูปร่างคล้ายคางคก
โยนมันลงบนพื้นอย่างไม่แยแส
เพียงพริบตา มันก็กลายเป็นคางคกสัมฤทธิ์ตัวใหญ่ขนาดเท่าหินบดแป้ง เต็มไปด้วยตุ่มนูนตะปุ่มตะป่ำ
"อ๊บ ๆ..."
คางคกตัวนี้ร้องสองครั้ง แล้วอ้าปากกว้าง ก็เห็นหม้อชาม กระบวย เสื่อไม้ไผ่ที่ม้วนเป็นม้วนสองสามผืน ผ้าห่มบาง ๆ สองสามผืน... ค่อย ๆ ถูกคายออกมาทีละอย่าง
"ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว"
"ศิษย์ทั้งหลาย ตั้งเตา ก่อไฟ อาจารย์จะไปล่าสัตว์มาลงหม้อ"
เฉียนหยวนจื่อกำชับสองสามประโยค แล้วหายวับไปในแสงสนธยาอันสลัว
ส่วนหลี่สือหวู่ แม้จะไม่แปลกใจกับภาพเบื้องหน้าอีกแล้ว แต่ก็ถอนใจยาวอย่างโล่งอก
ความจริงแล้ว เขาไม่ได้เป็นชนพื้นเมืองของโลกนี้โดยสมบูรณ์ อย่างน้อยวิญญาณก็ไม่ใช่
ส่วนจะจุติมายังโลกนี้ได้อย่างไร? หลังจากผ่านมาหลายปีเช่นนี้ ก็ไม่สนใจแล้ว
เขาจำได้เพียงว่า ตอนยังเป็นทารกถูกห่อตัวอยู่ในผ้าห่อ ก็ถูกเฉียนหยวนจื่อขโมยอุ้มไป เลี้ยงดูรวมกับทารกอีกยี่สิบเก้าคน
จนถึงอายุแปดขวบ พวกเขาก็ตระเวนไปทั่ว ไม่ว่าฝนฟ้าอากาศ ใช้ชีวิตในที่รกร้าง
ศิษย์สามสิบคนเดินทางจนถึงตอนนี้ เหลือเพียงน้อยนิดห้าคน
คนส่วนใหญ่ ต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือเฉียนหยวนจื่อ!
ตอนนี้ นักพรตน้อยผู้มีใบหน้าตอบ ปากแหลมคล้ายลิง ใช้ศอกกระทุ้งหลี่สือหวู่เบา ๆ
กระซิบว่า "สือหวู่ โอกาสดีแล้ว หนีหรือไม่หนี?"
"ถ้าเดินต่อไปเรื่อย ๆ พวกเราจะต้องถูกไอ้เฒ่านั่นหลอกตายในที่สุด"
เขาถ่มน้ำลาย "สำนักบ่มเพาะเซียนอะไรนั่น ข้าว่ามันเป็นแค่ไอ้เฒ่าอยากเป็นเซียนจนคลั่ง เป็นโรคจิตหลอน..."
หลี่สือหวู่ชำเลืองมอง แล้วก้มหน้าวางก้นหม้อเหล็กตั้งบนเตา
พลางก่อไฟพลางว่า "หนี?"
"โซ่ล่ามข้อเท้าพวกเจ้าเอาออกได้หรือ? หรือเจ้าสู้เจ้าหลวงโลงได้?"
หลี่สือหวู่ใช้หางตามองผ่านไปยังคางคกสัมฤทธิ์ที่นั่งหมอบอยู่ด้านข้าง ลดเสียงแล้วพูดต่อ "โหวชี อย่าพูดเรื่องเหลวไหล"
"เจ้าตัวประหลาดนี่ไม่ใช่ของที่จะแหย่เล่น หากเจ้ากล้าหนี มันก็กล้ากัดหัวเจ้าขาด"
ส่วน 'เจ้าหลวงโลง' ในปากของเขา ก็คือคางคกสัมฤทธิ์ตัวนี้นั่นเอง
สติปัญญามันไม่สูง ในท้องเก็บของได้ ดุร้าย ชอบกินซาลาเปาชุบเลือดสด ผู้คนจึงเรียกมันด้วยชื่อล้อเลียนว่า 'เจ้าหลวงโลง'
ยามปกติ มันจะย่อส่วนลงเหลือขนาดเท่าหัวแม่มือ ถูกเฉียนหยวนจื่อห้อยไว้ที่ติ่งหู
เมื่อเปลวไฟผุดขึ้นมาบ้าง ความเป็นคนก็ค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้นในป่าเขาเปลี่ยวร้างแห่งนี้
นักพรตหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาซื่อ ๆ คนหนึ่ง ส่งเสียงทุ้มต่ำว่า "สือหวู่ ข้าช่างอิจฉาเจ้าที่ฝันเห็นเทพยดา"
"อาจารย์บอกว่า นี่เรียกว่ามีวาสนาสู่เซียน"
โหวชีที่อยู่ด้านข้างก็หัวเราะ "ใช่ เล่าเรื่องเซียนเรื่อยเปื่อย ก็ทำให้ไอ้เฒ่านั่นหัวเราะงอหาย"
แล้วเขาก็มองไปยังนักพรตหนุ่มอีกคนหนึ่งที่หน้าตาสะสวย รูปโฉมอย่างอิสตรี น้ำเสียงมีแววซ้ำเติม
"โอ๊ะโอ น่าสงสารบางคนนัก ถึงขั้นยอมเข้าไปนอนอุ่นผ้าห่มให้ไอ้เฒ่านั่นในยามค่ำคืน"
"แต่สุดท้าย ก็ยังเหมือนพวกเรา แบกเกี้ยวไม้ไผ่นี่ทุกวัน หัวไหล่จนขึ้นหนังด้าน"
"ไม่เหมือนสือหวู่ที่สบายนัก แค่เดินมือเปล่านำทางก็พอ"
ส่วนนักพรตหน้าตาสะสวยนั้น นามว่าฮวาเอ้อร์หลิง
เขาลุกพรวดขึ้นด้วยความโกรธแค้น "โหวชี ข้าพูดหลายครั้งแล้วว่าเฉียนหยวนจื่อมีโรคร้ายซ่อนเร้น จักปั่นป่วนสตรีไม่ได้"
"แถมยังเผลอกินโอสถผิดสำแดง จนเกิดรากโรคกลัวหนาว จึงต้องการให้คนไปช่วยอุ่นผ้าห่ม ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าคิดเลย"
โหวชีฟังแล้ว ก็ยังยิ้มแสยะหันมาถาม "สือหวู่ เรื่องหลวงจีนถังซัมจั๋งหยอกล้อเจ้าแม่หวังหมู่ใต้แสงจันทร์ ขอเล่าอีกสักตอนได้ไหม? ข้าชอบฟัง ยังอยากฟังอีก"
"เล่าบ้าอะไร ไม่มีอารมณ์!" หลี่สือหวู่ถลึงตาใส่
"อ๊บ ๆ..."
ขณะนั้น เจ้าหลวงโลงคางคกก็ร้องขึ้นสองครั้ง เสียงแหลมแสบแก้วหูในป่ากว้าง
หลายคนหันไปมองตามเสียง ก็เห็นนักพรตเฒ่าปากเบี้ยวกำลังเดินเตาะแตะอยู่ในท่วงท่าพิลึกพิลั่น มือถือซากลิง เดินออกมาจากความมืด
หลี่สือหวู่เห็นดังนี้ ก็รีบสวมรอยยิ้ม วิ่งกระหย่ง ๆ เข้าไปหา โซ่ล่ามข้อเท้ากระทบเสียงดังกุ๊งกิ๊ง
"ท่านอาจารย์ ที่นี่กันดารนัก ให้ข้าเล่าเรื่องหนึ่งให้ท่านฟังแก้เบื่อไหม เรื่อง 'ถังซัมจั๋งหยอกล้อเจ้าแม่หวังหมู่ใต้แสงจันทร์'?"
โหวชีกลอกตาปริบ ๆ แล้วก็เข้าไปประจบประแจงด้วยใบหน้าสอพลอ ราวกับคนละคนกับเมื่อครู่
"ท่านพ่อ!"
"คำโบราณว่าไว้ว่า อาจารย์หนึ่งคำคือครึ่งพ่อ ศิษย์หนึ่งคำคือครึ่งลูก"
"นั่งเกี้ยวไม้ไผ่มาทั้งวัน ปวดเอวแล้วใช่ไหม ให้ลูกชายนวดให้ดีหรือไม่?"
เฉียนหยวนจื่อหัวเราะตาม แต่ในมือกลับมีพร้าฟืนสีดำวาวขนาดครึ่งแขนปรากฏขึ้นมาทันที
แสงพร้าแวบเดียว ไม่มีสัญญาณใด ๆ ล่วงหน้า แววตาโหวชีแข็งค้าง กลิ่นเลือดคลุ้งไปทั่ว
เฉียนหยวนจื่อก้มลงมองศิษย์ร่างโชกไปด้วยเลือด เตะมันกระเด็นออกไปอย่างเหี้ยมโหด แล้วจึงหยิบซาลาเปาแป้งขาวออกมาสองสามลูก จุ่มกับเลือดคนบนพื้น ป้อนให้เจ้าหลวงโลง
แต่ปากกลับยิ้มพลางว่า "ศิษย์เอ๋ย อาจารย์ก็ถือว่าเจ้าเป็นลูกครึ่งหนึ่งเช่นกัน แต่น่าเสียดาย ใครใช้ให้เจ้าเป็นลูกเต็มตัวเล่า? ก็ต้องให้เจ้ามีดนี้ไป"
"อีกอย่างคือ ป่าเขาลำเนาไพนี้ หาเลือดคนมาเลี้ยงเจ้าหลวงโลงไม่ได้ ใช้เจ้ามาทดแทนไปก่อนก็แล้วกัน"
มองภาพเบื้องหน้า หลี่สือหวู่และคนอื่นก้มหน้าลงต่ำ ในแววตานอกจากความโกรธแค้นและเวทนาแล้ว ก็ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น
เรื่องราวเช่นนี้ ตลอดสิบปีที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
เพียงแต่ กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ทราบว่า
ในคืนที่มืดมิดราวกับหมึกสาดเช่นนี้ ห่างออกไปหลายลี้ สำนักนักพรตเลือนรางแห่งหนึ่ง ราวกับอยู่กึ่งกลางระหว่างความจริงและมายา
กำลังค่อย ๆ เผยร่องรอยให้เห็น