ใต้แสงเทียนสลัว
หลี่สือหวู่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว สั่นศีรษะไม่หยุด
“ศิษย์...ศิษย์พี่ ท่านตามหาสำนักบ่มเพาะเซียนมาทั้งชีวิต เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะยกให้ศิษย์น้องได้อย่างไร”
“ไม่...ไม่ได้นะ”
นอกประตูสำนัก เฉียนหยวนจื่อเต็มไปด้วยความดุร้าย “สือหวู่ ข้าวางคำขาดไว้ตรงนี้”
“คืนนี้หนังมนุษย์ของเจ้า จะถลกก็ต้องถลก ไม่อยากถลกก็ต้องถลก”
“มิฉะนั้นฝีมือของอาจารย์ เจ้าก็รู้ดีแก่ใจ”
เฉียนหยวนจื่อทิ้งคำขู่ พลางจ้องมองภายในสำนัก พินิจพิจารณาหลายตา
จากนั้นหันกลับ ฝ่ามือซูบผอมเหมือนกรงเล็บเหยี่ยว คว้าตัวฮวาเอ้อร์หลิงกับกวนซาน โยนเข้าไปในสำนัก
แล้วหยิบก้อนหินกำมือหนึ่งจากพื้น ขว้างเข้าไปตามจุดต่างๆ ในสำนักเสียงดังเปรี๊ยะ
เมื่อแน่ใจว่าไม่ได้กระตุ้นกลไกกับดักใดๆ ก็ยังไม่วางใจ ถอดเจ้าหลวงโลงจากติ่งหู กลายเป็นคางคกสำริดใหญ่เท่าหินโม่ นั่งขัดสมาธิบนหัวคางคกผู้เฒ่า
จนถึงตอนนี้ จึงค่อยท่วงทีเข้าสำนักไป
“ชิ ไอ้สำนักเก่าหักพังในป่าเขานี่ แล้วจะให้ข้าเชื่อว่าเป็นสำนักบ่มเพาะเซียน? น่าขำสิ้นดี” เฉียนหยวนจื่อแววตาดูแคลน หัวเราะเย็นไม่หยุด
และก็เป็นดั่งที่เขาพูด หลังจากผลักประตูเข้าไป ในสำนักมีเพียงห้องเดียว เรียบง่ายถึงที่สุด
“จ๊ะๆ ไอ้ศิษย์ทรยศนี่ก็ลงแรงไม่เบา หาดินดำมากองไว้เต็มพื้นทูนหัวเสียด้วย ต้องขอบคุณแต่ก่อนที่ข้าเคยเล่าเรื่องสำนักบ่มเพาะเซียนให้มันฟังคนเดียว”
เฉียนหยวนจื่อขี่เจ้าหลวงโลงวนอยู่ในสำนักรอบหนึ่ง เอามือคลำคาง
“แต่ว่า มันก็ใจกล้ากับตัวเองไม่เบาเลยนะ”
“เพื่อหลอกล่อข้า อาจถึงขั้นกล้าถลกหนังตัวเองเป็นๆ”
เฉียนหยวนจื่อพูดจบ เคาะนิ้วบนหัวเจ้าหลวงโลง ก็มีขาคางคกข้างหนึ่งยื่นออกมา ศพเละเทะของสื่อปาเอ้อถูกเตะอย่างแรงกระเด็นอัดกำแพงแตกกระจาย
ชั่วพริบตานั้น เศษเนื้อหนืดๆ ปนคลุ้งกลิ่นคาวเลือด สาดกระเซ็นเต็มห้อง น่าสะอิดสะเอียน
กวนซานรีบเอ่ยขึ้น ยังคงมีน้ำเสียงอู้อี้เช่นเคย
“ท่านอาจารย์ ท่านอย่าหลงกลเชียว”
“สื่อปาเอ้อกับสือหวู่ปกติความคิดแผลงๆ เยอะที่สุด ก็แค่จะวางแผนเล่นงานท่าน”
ลูกตาเขาเหลือบไปมา พูดต่อ “ข้านึกขึ้นได้แล้ว”
“ท่านอาจารย์ ครั้งหนึ่งท่านเมาเหล้าเคยพูดถึง ตอนลักพาตัวสื่อปาเอ้อมาแต่แบเบาะ ท่านฆ่าคนในคฤหาสน์ของเขาหมดสิ้นกว่าร้อยชีวิต”
“ไฟลุกไหม้สามวันสามคืนไม่ดับ เหลือเขาไว้คนเดียวรอด”
“ข้าว่า นี่แหละคือสาเหตุที่มันยอมแลกทุกอย่างเพื่อลวงทำร้ายท่านอาจารย์”
เฉียนหยวนจื่อลูกตาโตสลับเล็กเผยแววครุ่นคิด ปากเบี้ยวมีรอยยิ้มน่าขนลุก “อย่างนี้ ก็สมเหตุสมผลทุกประการ”
แววตาคมกริบจับจ้องที่หลี่สือหวู่อีกครั้ง
“ศิษย์รักของข้า เชื่อฟังหน่อย รีบถลกหนังตัวเองให้ข้าดูแก้เบื่อ”
“อย่าได้...บังคับให้ข้าลงมือเองเชียว”
ภายในสำนัก เปลวเทียนริบหรี่ยังคงวูบไหว สะท้อนเงาคนหลายร่าง ยืดหดเคลื่อนไหว
ในดวงตาหลี่สือหวู่คือความหวาดกลัววิตกอย่างสุดจะเอ่ย
แน่นอน ทั้งหมดนี้คือการเสแสร้งของเขา
แต่ความจริงของเขาขณะนี้ เปรียบดั่งคนคนหนึ่งกับเรือลำเดียว ท่องไปในทะเลลึกที่คลั่งคลั่งบ้าคลั่ง ถึงที่สุดแล้ว
และที่มาแห่งแผนการทั้งหมดนี้ เป็นเพราะประโยคเดียวเท่านั้น สำนักบ่มเพาะเซียนคือเรื่องจริง!
“ศิษย์...ศิษย์พี่ วาสนาเซียนนี้รับได้เพียงผู้เดียว หลังจากศิษย์ ‘บ่มเพาะเซียน’ แล้ว ท่านก็ใช้ไม่ได้แล้ว” หลี่สือหวู่ยังคงน้ำเสียงไม่ยอมตาย
“ดึงดันหัวชนฝา”
เส้นเลือดบนหน้าผากเฉียนหยวนจื่อปูดโปน ใบหน้าดุร้ายผิดปกติ เห็นได้ชัดว่าความอดทนใกล้หมดสิ้น
“ต...ตกลง ข้าจะถลก...ถลก...”
หลี่สือหวู่ก้าวเท้าสั่นเทา ค่อยๆ เดินไปถึงมุมกำแพง เก็บมีดสั้นเล่มนั้นของสื่อปาเอ้อขึ้นมา
ภายใต้การจับตาของเฉียนหยวนจื่อ เขาถอดเสื้อคลุมปอนๆ ของตัวเองออก เผยทรวงอกกำยำที่ผ่านการกรำแดดกรำฝนมานาน
“สือ...สือหวู่ อย่านะ” ฮวาเอ้อร์หลิงเอามือปิดปากแน่น กะพริบตาให้ร่ำไป
ส่วนหลี่สือหวู่ เพียงมองเฉียนหยวนจื่อแวบหนึ่ง แล้วสูดลมหายใจเข้าลึก
จากนั้นมือขวาจับมีด ปลายมีดคมกริบราวกับมีตาตนเอง แหวกเปิดรอยแยกที่หลังแนวกระดูกสันหลังได้อย่างง่ายดาย
เลือดสดๆ หยดติ๋งๆ ตามปลายมีดไหลริน กำลังซึมเปื้อนพื้นเป็นสีแดงฉาน
หลี่สือหวู่ทิ้งมีด กางมือออก...
“ซือ...ซือ...”
พริบตาเดียว เสียง “ซือๆ” ราวกับเชือดวัวถลกหนังวัว ดังแจ่มชัดในสำนักนี้ แจ่มชัดเข้าหูของคนทั้งหลาย
ส่วนหลี่สือหวู่ ร่างกายเกร็งแน่น ทั้งตัวโก่งเป็นรูปธนู ลูกตาฟั่นด้วยเส้นเลือด ปากส่งเสียงคำรามต่ำเยี่ยงสัตว์ป่า ราวกับเจ็บปวดเกินจะทนไหว
“สือ...สือหวู่!”
ฮวาเอ้อร์หลิงน้ำตาคลอหน่วยตา ยามเขามองไปที่เฉียนหยวนจื่อ ก็มิอาจเก็บซ่อนความแค้นในดวงตาได้อีก อยากจะสับผู้ร้ายต้นเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องเป็นเช่นนี้ให้แหลกละเอียด
ส่วนกวนซาน แม้หน้าตาหน้าคิ้วเข้ม ท่าทางซื่อๆ แต่ตอนนี้มุมปากโค้งขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความสะใจในเคราะห์ร้ายของผู้อื่น
สำหรับเฉียนหยวนจื่อ
นั่งขัดสมาธิบนหัวเจ้าหลวงโลง ท่าทีสบายๆ ถือกาเหล้า เหมือนพอใจกับบทละครของหลี่สือหวู่นัก
“ดี ดีจริงๆ เป็นกับแกล้มชั้นดี!”
เขาหัวเราะหึๆ ไม่หยุด ดื่มเหล้าเป็นพักๆ
มีเพียงหลี่สือหวู่ที่ยังคงส่งเสียงครวญครางทรมาน การเคลื่อนไหวเชื่องช้า เชื่องช้ามาก
ไม่มีผู้ใดแลเห็น ในดวงตาคู่นั้นของเขา มีเปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
ทว่าก็ในห้วงนี้เอง อย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง เรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น
หลี่สือหวู่ค่อยๆ ค้นพบว่า มีพลังชีวิตล่องหนสายหนึ่ง หลั่งไหลจากผืนดินดำใต้เท้าเข้าสู่ร่างเขาอย่างต่อเนื่อง
พลังชีวิตนี้ประหลาดนัก
ไม่ได้บรรเทาความเจ็บปวดของเขาเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับประคองชีวิตเขาไว้ มิให้สิ้นลมเพราะเสียเลือดมากเกินไป
มิน่าล่ะ!
มิน่าเล่าสือปาเอ้อถึงยินยอมพร้อมใจถลกหนังตนเองเป็นๆ!
ภายในใจหลี่สือหวู่เริ่มเกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง
ก็คือ หากสำนักบ่มเพาะเซียนนี้เป็นจริง บางทีอาจจะต้องสละหนังมนุษย์ของตน เพื่อจะสามารถ ‘บ่มเพาะเซียน’ ได้สำเร็จ
และกระบวนการนี้ สามารถมองเป็น ‘พิธีกรรม’ แปลกประหลาดก่อนการบ่มเพาะเซียน
พิธีกรรมนี้เมื่อเริ่มแล้ว ย่อมหยุดไม่ได้
หยุดเมื่อไหร่ พลังชีวิตประหลาดสายนั้นก็จะหยุดหลั่งไหลเข้าสู่ร่าง
เห็นได้ชัดว่า สื่อปาเอ้อก็คือทนความเจ็บปวดนี้ไม่ไหว จึงทำให้พิธีกรรมถูกขัดจังหวะ พลังชีวิตไม่หลั่งไหลเข้ามาอีก สุดท้ายก็เสียชีวิตเปล่า
ดังนั้นสิ่งที่หลี่สือหวู่ทำได้ตอนนี้ มีเพียงกัดฟันทนตาย เท่านั้น
“ศิษย์รักของข้า รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
เฉียนหยวนจื่อหรี่ตายิ้ม กับภาพนองเลือดตรงหน้า ช่างเป็นความสำราญนัก
“ศิษย์...ศิษย์พี่ สู้ไม่ไหวแล้ว”
“ศิษย์...ศิษย์น้อง กำลังจะตายแล้ว ไม่ ถ้าสู้ต่อไปอีก วาสนาเซียนนี้ ก็ต้องตกเป็นของศิษย์น้องจริงๆ แล้ว”
ฟังเสียงแผ่วเบาของหลี่สือหวู่ เฉียนหยวนจื่อสะใจจนส่ายหัว
“ไม่ได้หรอก”
“ใครๆ ก็รู้ อาจารย์รักศิษย์ของตัวเองที่สุด วาสนาเซียนนี้ ข้ายกให้เจ้า”
หลี่สือหวู่ไม่ปริปากอีก
เพียงแต่พยายามปรับลมหายใจ เกรงว่าจะสลบไปเพราะความเจ็บปวด
ชั่วพริบตา
แสงเทียนสลัวแดง เลือดสดหยดย้อย เฒ่าชั่วร้ายโหดเหี้ยม...
ทุกสิ่งทุกอย่าง ผสานเป็นภาพวาดประหลาดอัศจรรย์และเพ้อฝัน กำลังคลี่ขยายออกอย่างเชื่องช้าในสำนักเต๋าแห่งนี้