พี่น้องทั้งสามมาถึงกรมป่าไม้ สวีกั๋วจวินกำลังจะก้าวเข้าไปข้างใน แต่สวีกั๋วเฟิงกลับคว้าตัวเขาไว้
เขาพูดอย่างกระวนกระวายใจว่า “น้องสาม จะได้เรื่องไหมนะ อย่าให้ยามไล่พวกเราออกมาเลย แบบนั้นคงขายหน้ากันแย่”
ความคิดของชาวนาในยุคนั้นเป็นแบบนี้ คนชนบทมักรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าคนเมือง
ในสายตาพวกเขา แม้แต่ยามของกรมป่าไม้ก็ยังเป็นเจ้าหน้าที่ จะถูกเรียกใช้หรือถูกตวาดใส่ก็เป็นเรื่องที่พวกเขาคิดว่าเป็นธรรมดา
สวีกั๋วจวินเข้าใจความรู้สึกของพี่ชายใหญ่ คนซื่อสัตย์แบบนี้ยิ่งใส่ใจศักดิ์ศรีของตัวเอง
เดิมทีศักดิ์ศรีก็ไม่ได้มีมากมายอะไร สิ่งที่น่าอับอายที่สุดคือถูกคนอื่นเหยียบย่ำจนจมดิน
สวีกั๋วจวินจึงเสนอว่า “พี่ใหญ่ พี่สองรอตรงนี้ก่อนนะ ผมจะไปถามยามดู ถ้าเขาไม่ให้เข้า เราค่อยคิดหาทางอื่น”
สวีกั๋วเฟิงกับสวีกั๋วผิงสบตากัน ทั้งคู่เป็นพี่ชายแท้ ๆ จึงไม่อยากให้สวีกั๋วจวินต้องเสียหน้า
สวีกั๋วเฟิงเลยทำเป็นเก่งทั้งที่ในใจไม่เต็มใจนัก แต่ก็ยังเตรียมจะตามไปด้วย
“ไปเถอะ ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว ขายหน้าก็ขายหน้าด้วยกันนี่แหละ”
สวีกั๋วจวินเกือบหลุดหัวเราะกับความซื่อ ๆ ของพี่ชายใหญ่ เขากลั้นยิ้มไว้ แล้วพาทั้งสองคนเดินไปยังป้อมยามของกรมป่าไม้
ภายในป้อมยามมีชายชราอายุห้าสิบกว่า ๆ ดูท่าทางใกล้เกษียณแล้ว
เมื่อชายชราเห็นพี่น้องทั้งสามแบกถุงเดินเข้ามา ก็ออกมาจากป้อมยาม
ท่าทีของชายชราทำให้สวีกั๋วเฟิงกับสวีกั๋วผิงตกใจจนฝีเท้าช้าลง ทั้งคู่จึงตามหลังสวีกั๋วจวินอยู่หลายก้าว
