สวี กั๋วผิงได้ยินแล้วก็เริ่มหวั่นไหว เขาอายุยี่สิบกว่าแล้ว แต่ไม่เคยเข้าร้านอาหารกินข้าวเลยสักครั้ง
ก่อนหน้านี้ได้ยินแต่คนพูดว่าน้องสามไปกินข้าวที่ร้านอาหาร เขาอิจฉาจะแย่ แต่ตัวเองกลับทำแบบนั้นไม่ลง เพราะที่บ้านไม่มีเงิน
แต่ในฐานะพี่ใหญ่ สวี กั๋วเฟิงจะปล่อยให้น้องสามใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ไม่ได้
“จะไปร้านอาหารอะไรกัน? นายมันมือเติบ มีเงินนิดหน่อยก็อวดร่ำอวดรวยแล้ว”
“ตอนเช้าก็กินข้าวมาแล้ว ผู้ชายตัวโตขนาดนี้ อดทนหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไปไม่ใช่หรือ? กลับถึงบ้านค่อยกินมื้อเย็นเถอะ”
ขายของได้อย่างราบรื่น สวี กั๋วจวินจึงอารมณ์ดี เขาไม่ได้ต่อปากต่อคำกับพี่ชาย
“งั้นก็ได้ พวกเราสามคนไปซื้อตั๋วที่สถานีก่อนแล้วกัน ดูแถวนี้ว่ามีอะไรกินบ้าง ซื้อของรองท้องสักหน่อย”
คราวนี้สวี กั๋วเฟิงไม่ได้พูดอะไรอีก อย่างไรน้องสามก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อีกทั้งเขายังได้เห็นความสามารถในการหาเงินของสวี กั๋วจวินด้วย
พี่น้องทั้งสามเดินไปถึงสถานีแล้วซื้อตั๋วกลับบ้านสามใบ
ตอนสวี กั๋วจวินเดินเข้ามา เขาเห็นคนขายปาท่องโก๋เกลียวทอดอยู่ตรงทางเข้า จึงให้พี่ชายทั้งสองไปรอที่มุมหนึ่งในสถานี ส่วนตัวเองออกไปซื้อปาท่องโก๋
ปาท่องโก๋ที่ตั้งแผงขายอยู่หน้าสถานีแบบนี้ย่อมไม่ต้องใช้คูปองซื้อ ราคาจึงแพงกว่าปกติอยู่บ้าง
ปาท่องโก๋เกลียวชิ้นละ 3 เหมา สวี กั๋วจวินซื้อทีเดียว 30 ชิ้น ตอนนี้มีเงินแล้ว เงินแค่นี้ไม่ใช่ปัญหา
เขาหยิบธนบัตรสิบหยวนส่งให้คนขาย อีกฝ่ายทอนเป็นธนบัตรรูปหญิงขับรถแทรกเตอร์ให้เขา
คนขายคนนี้ค้าขายเก่ง พอเห็นสวี กั๋วจวินจ่ายเงินมือเติบ ก็แถมให้อีกสามชิ้น
