หลินเจาถูกจิ้มจนตื่น รู้สึกได้ถึงสัมผัสนุ่มนิ่มที่แก้ม
“อืม~ง่วงจัง”
เขาพลิกตัวแล้วนอนต่อ ผ่านไปสักพักก็มีสัมผัสคุ้นเคยส่งมาอีก
คราวนี้หลินเจานอนไม่หลับแล้วจริง ๆ ใช้มือขยี้ตา พอลืมตา ใบหน้าดำทะมึนใบใหญ่ก็ปรากฏตรงหน้า
|д•´)!!
“อ๊ากกก! ผี!”
หลินเจาตกใจรีบมุดเข้าไปในผ้าห่มทันที ปากก็พร่ำพึมพำ
“นะโมพุทธายะ ไท่สั่งเหล่า จวิน จี๋ จี๋ หรู ลวี่ ลิ่ง อ๊ากกก อย่ามาจับตัวฉันไปนะ! ช่วยด้วย!”
หลินเจากลัวผีที่สุดเลย ตอนเด็กเคยถูกเพื่อนแกล้งหลอกว่าเป็นผีมาหลายครั้งแล้ว
เขาท่องคาถาไม่หยุด จนตกใจกลัวน้ำตาไหลพราก ใบหน้าเปียกโชกไปหมด ไอ้ผีน้อยข้างนอกยังคงดึงผ้าห่มเขา พลางส่งเสียงอู้อี้ ๆ ไม่หยุด
“คือ มึง ๆ อย่าดึงผ้าห่มกูนะ อึก ๆ ๆ ขอร้องล่ะ มึงไปเถอะ กูไม่อยากตาย อึก ๆ ๆ”
หลินเจาพยายามยุดผ้าห่มไว้แน่น แต่ไอ้ผีน้อยข้างนอกยิ่งดึงก็ยิ่งได้ใจ แถมแรงยังมหาศาลซะด้วย
ไม่นาน ผ้าห่มของเขาก็ถูกกระชากไป
เขาหลับตาปี๋ ไม่กล้าลืมตาเพราะกลัวจะโดนผีจับตัวไป คุกเข่าอยู่บนเตียง เอามือทั้งสองข้างถูกันแล้วก้มกราบไม่หยุด
“ไปเถอะ ไปเถอะ จะเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้ ไปเถอะนะ!”
ผีน้อยตรงหน้าดูเหมือนจะถอนหายใจทีหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ยอมไป
หลินเจารู้สึกว่ามันเดินเข้ามาใกล้ตัวเอง กลัวจนไม่กล้าขยับตัว แล้วเขาก็รู้สึกเหมือนมีคนมาเช็ดหน้าให้
ท่าทางอ่อนโยนมาก ปลายนิ้วค่อย ๆ เช็ดผ่านแก้มของเขา มันอุ่น ๆ
หลินเจาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก็ยังเห็นใบหน้าดำ ๆ นั่น เลยกระพริบตาปริบ ๆ ด้วยความสงสัย เจ้าของใบหน้าก็ชะงักท่าเช็ดน้ำตาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็กระพริบตาปริบ ๆ ตอบ
อ๊ากกก ผีกระพริบตาได้!
ยังไม่ทันที่เขาจะกรี๊ด ปากก็ถูกปิดไว้
ผีน้อยร้องอู้อี้ ๆ ชี้ไปที่ปากตัวเอง แล้วเอาจับมือของหลินเจาไปวางที่หน้าอกตัวเอง บอกเป็นนัยว่าเขาไม่ใช่ผี
หลินเจารู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงอยู่ใต้ฝ่ามือ ก็กระพริบตาปริบ ๆ อีก
“คือ คุณเป็นคนเหรอ?”
ผีน้อยพยักหน้า แล้วชี้ไปที่ปากตัวเองพลางส่งเสียงอู้อี้
“คุณพูดไม่ได้เหรอ?”
ผีน้อยพยักหน้า
สมองที่มึนชาของหลินเจาค่อย ๆ ปลอดโปร่งขึ้น นึกถึงเสินฉือที่ลุงหลี่เคยพูดถึง
“คุณชื่อเสินฉือเหรอ?”
เสินฉือดีใจที่เขาพูดถูก รีบพยักหน้า แต่แล้วก็ก้มหน้าลงด้วยความผิดหวังนิด ๆ หยิบมือถือออกมาแล้วพิมพ์ให้เขาอ่าน
「ขอโทษนะ เมื่อกี้ทำให้คุณตกใจกลัว ฉันมาเรียกคุณให้ไปทำกับข้าว คุณชายกำลังจะกลับแล้ว เมื่อกี้ฉันไปถอนหญ้าที่สวน เลยมีดินดำ ๆ ติดหน้า ทำให้คุณกลัว ฉันชื่อเสินฉือ คุณเรียกฉันว่าเสี่ยวฉือก็ได้นะ ฉันพูดไม่ได้ แต่ฉันได้ยิน」
หลินเจาอ่านจบหน้าแดงก่ำ นี่เขาทำอะไรลงไปเนี่ย เมื่อกี้ยังตั้งใจว่าจะปรับตัวเข้าหากันให้ดีอยู่เลย ดันพังไม่เป็นท่า
ปากเบะ น้ำตาก็ไหลลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เสินฉือตกใจมาก ร้องไห้อีกแล้ว ลนลานช่วยเช็ดน้ำตาให้เขา
“อ๊า ๆ ๆ”
ส่ายหัวรัวไปมา หมายความว่าอย่าร้องไห้นะ อย่าร้องไห้นะ เห็นน้ำตาเขายังไม่หยุดก็โค้งคำนับขอโทษไม่หยุด
หลินเจาตกใจแทบตาย นี่ นี่ทำอะไรกัน รีบดึงตัวเขาไว้
“ฉัน ไม่ได้ตั้งใจร้องไห้ ฉันอดไม่ได้ ตาฉัน ตาฉันมันพังไปแล้ว อึก ๆ คุณอย่าโค้งคำนับเลย”
(;´༎ຶД༎ຶ`)
ตอนที่ลุงหลี่เข้ามา ก็เห็นภาพชุลมุนนี้ เด็กสองคนโค้งคำนับใส่กัน คนนึงอ๊า ๆ อีกคนอึก ๆ มองจนลุงหลี่งงไปหมด
ดีที่ลุงหลี่คุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างรวดเร็ว
หลินเจาสูดน้ำมูก เช็ดน้ำตาบนหน้ามั่ว ๆ แล้วพูดเสียงเบา
“ขอโทษนะ เมื่อกี้ฉันยังไม่ตื่นดี เข้าใจคุณผิดไป...”
เสินฉือรีบส่ายหัว แล้วโบกมือให้เขา ปลายนิ้วยังแตะที่แขนเขาเบา ๆ เหมือนกำลังบอกว่าไม่เป็นไร
ลุงหลี่มองดูทั้งสองปรับความเข้าใจกันได้ ก็รีบเร่งให้หลินเจาไปทำกับข้าวคุณชายคงจะใกล้ถึงบ้านแล้ว
หลินเจารีบลุกขึ้น ปัดเสื้อผ้าที่มีรอยยับ
“ฉันไปทำกับข้าวนะ กลับมาแล้วเราค่อยคุยกัน”
เขายิ้มให้เสินฉือ เสินฉือพยักหน้ารับ
หลินเจารีบเดินไปที่ห้องครัว เพราะมื้อกลางวันนั้นค่อนข้างเร่ง เลยทำแค่กับข้าวพื้น ๆ สองอย่างกับซุปหนึ่งอย่าง ตอนเย็นเขาจึงเตรียมตัวจะโชว์ฝีมือ
อย่างที่หนึ่ง: อกเป็ดย่างซอสไวน์แดงและมะเดื่อเชื่อม
อย่างที่สอง: เห็ดสนผัดมันแกว
อย่างที่สาม: กุ้งผัดซอสขาวเห็ดรวม
อย่างที่สี่: หน่อไม้ฝรั่งผัดแห้ว
อย่างที่ห้า: ไข่นึ่งหอยเชลล์
ซุปหนึ่งอย่าง: ซุปใสเห็ดไข่ห่านและหอยเชลล์แห้ง
พอดีหกอย่าง 666 สมบูรณ์แบบ~
หลินเจาค่อย ๆ ยกซุปชามสุดท้ายมาวางบนโต๊ะ พอดีกับที่มีเสียงเบรกรถดังมาจากข้างนอก
คุณชายกลับมาแล้ว หลินเจาทำตัวเรียบร้อยเดินตามลุงหลี่ไปยืนรอรับที่หน้าประตูใหญ่
ลุงหลี่รับเสื้อนอกของซางยวี่อย่างเป็นธรรมชาติ
“คุณชาย ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
คุณชายคนนี้อารมณ์ค่อนข้างแปลก หลินเจาไม่กล้าสบตาเขา แต่ก็เลียนแบบลุงหลี่และทักทายซางยวี่ไปด้วย
“คะ คุณชาย ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
สายตาของซางยวี่ตกลงบนกลางกระหม่อมที่มีขวัญหยิกเป็นวงของเขา ตนเองน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ?
พูดยังประหม่า ติดอ่าง
“คุณชาย กับข้าวเสร็จแล้ว ทานเลยไหมครับ”
ลุงหลี่ถาม
ซางยวี่เดินผ่านหน้าหลินเจาไป น้ำเสียงเรียบเฉย
“กิน ทานข้าว”
หลินเจาเงยหน้าอย่างเหลือเชื่อ เขากำลังเลียนแบบตนอยู่หรือเปล่า?
ใช่ไหม?
ยังไม่ทันที่เขาจะคิดได้กระจ่าง ซางยวี่ก็เดินไปถึงห้องอาหารแล้ว
ลุงหลี่เดินมาข้าง ๆ เขา ตบบ่าให้ อย่างเห็นอกเห็นใจ
ปกติคุณชายไม่ค่อยพูดอะไร แต่ถ้าพูดเมื่อไหร่ ก็มักจะพูดให้จุกตายได้ง่าย ๆ
หลินเจาส่ายหน้า บอกว่าไม่เป็นไร ก้าวเล็ก ๆ เดินตามลุงหลี่ไปที่ห้องอาหาร
ยืนตัวสั่นอยู่ข้าง ๆ ปลายนิ้วกำชายเสื้อไว้อย่างเก้อเขิน
เหลือบมองซางยวี่เป็นครั้งคราว กลัวว่าเขาจะบอกว่าไม่อร่อย แต่ก็แอบลุ้นให้เขากินเพิ่มสักคำ
เขาพบว่าซางยวี่ไม่ค่อยกินเนื้อ จะคีบแค่สองคำเป็นมารยาท ส่วนเห็ดกินค่อนข้างเยอะ ผักใบเขียวกินแต่ใบ
ไม่นานหลินเจาก็พบอีกว่า ซางยวี่มีนิสัยการกินที่แปลกอย่างนึง คือกินข้าวคำนึง กับข้าวคำนึง ไม่ยอมให้กับข้าวตกลงบนข้าวเด็ดขาด
ตอนนั้นเองหลินเจาก็เห็นว่าในข้าวของเขามีใบผักเขียวหล่นลงไปชิ้นหนึ่ง ทำให้ข้าวเม็ดนั้นเลอะซุป
หลินเจาคิดว่า ข้าวคำนี้เขาคงเขี่ยทิ้งใช่ไหม?
วินาทีต่อมา ก็เห็นซางยวี่ใช้ช้อนเขี่ยข้าวคำนั้นลงในจานรองกระดูก
ദ്ദി(⩌ᴗ⩌)ทายถูก
สายตาตรงไปตรงมาเกินไป ซางยวี่ถูกมองจนรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย
เขาวางตะเกียบ ค่อย ๆ หันมามองหลินเจา พอดีสบตากับเขาพอดี
“คุณหิวเหรอ?”
ซางยวี่เอ่ยขึ้นกะทันหัน หลินเจาเพิ่งรู้สึกตัว ว่าตัวเองจ้องเขากินข้าวอยู่อย่างโจ่งแจ้ง เป็นการกระทำที่ไม่สุภาพมาก
อย่างน้อยลุงหลี่ยังยืนอยู่ข้างหลังซางยวี่ แต่ตำแหน่งของเขาดันไปยืนอยู่ข้าง ๆ ซางยวี่
“ฉัน ไม่ได้หิว”
หลินเจาปฏิเสธทันที แล้วเสริมเสียงเบา
“ฉันแค่กลัวว่าจะไม่ถูกปากคุณ...”
“คุณมองผมแบบนี้ ผมนึกว่าคุณหิวจนจะกินคน”
ซางยวี่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แววตาเย็นชา แต่ไม่ได้ดุจริงจัง
หลินเจาถูกพูดจนหน้าแดงซ่า รีบก้มหัวลง นิ้วมือกำชายเสื้อแน่นขึ้น แล้วขอโทษเสียงเบา
“ขะ ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ...”
ท่าทางนุ่มนิ่มลนลานเหมือนกระต่ายน้อยที่ตกใจนั้น ตกลงในสายตาซางยวี่ แล้วกลับทำให้ตาพร่าไปอย่างประหลาด
แค่พูดกัน ทำไมต้องออดอ้อนด้วย หรือคนนี้เป็นคนที่คู่แข่งส่งมาจริง ๆ?
สายตาซางยวี่หยุดบนใบหน้าเขาชั่วขณะ จากนั้นก็หยิบตะเกียบขึ้นมาใหม่ กลับไปมองที่จานอาหารดังเดิม