ทว่ามื้อนี้เขากินช้ากว่าปกติเล็กน้อย
ถึงจะไม่ได้เอ่ยปากชม แต่การกระทำนั้นซื่อสัตย์ยิ่ง
เห็ดเกือบถูกเขากวาดไปครึ่งจาน ผักใบเขียวเลือกกินแต่ยอดอ่อน ไข่นึ่งก็ตักเข้าปากเงียบ ๆ เกือบครึ่งถ้วยน้อย
กินเสร็จแล้วก็หยิบชามใบใหม่มา ตักซุปอีกหนึ่งถ้วย จากนั้นจึงเช็ดมุมปาก
ลุงหลี่มองด้วยสีหน้ายินดีตลอดเวลา ส่วนหลินเจากลับประหม่าสุดขีด เขารู้สึกว่าคุณชายเหมือนไม่ค่อยชอบเขาเลย
คำพูดก็แปลก ๆ ไม่ได้ดุเขา แต่ทำให้เขารู้สึกหน้าร้อนผ่าว ทั้งยังตอบยากอีกด้วย
หลินเจาตัดสินใจว่าต่อไปจะทำอะไรต้องละเอียดรอบคอบกว่านี้ จะไม่พูดกับคุณชายถ้าไม่จำเป็น ดีที่สุดคือคุณชายจะมองเขาเป็นอากาศธาตุ
ซางยวี่ลุกจากโต๊ะอาหาร หลินเจาถอยหลังก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ท่าทางชัดเจนมาก คิ้วของซางยวี่ขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ก้าวเท้าขึ้นไปชั้นสอง
ตอนเข้าไปในห้องหนังสือ ก็เลี้ยวไปห้องน้ำอีกที ล้างมือเสร็จ มองตัวเองในกระจกแล้วตกอยู่ในความเงียบงัน
ส่งคุณชายไปแล้ว หลินเจาก็เก็บกวาดห้องอาหารจนเรียบร้อย นำอาหารที่เหลือใส่กล่อง กลับไปที่เรือนเล็ก กินอาหารพนักงานกับลุงหลี่และคนอื่น ๆ
ตอนกลางวันทำน้อยไปหน่อย ลุงหลี่กับพวกเลยกินข้าวกล่องกัน เพิ่งจะได้ลิ้มรสฝีมือหลินเจาตอนนี้เอง
ในเรือนเล็กมีโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็กเพียงตัวเดียว ลุงหลี่ดึงหลินเจาให้นั่งลง แล้วหันไปเรียกเสินฉือที่อยู่ในห้อง
เสินฉืออาบน้ำแล้ว หน้าดำ ๆ กลายเป็นหน้าขาว ๆ
เขาดูผอมเล็กกว่าหลินเจาอีก ผมยาวปรกลงมาปิดคิ้วกับตา เดินมาช้า ๆ ใช้นิ้วกำชายเสื้อแน่น แววตาหวาดหวั่น แอบมองหลินเจาอย่างตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง เหมือนยังรู้สึกผิดที่ทำให้หลินเจ้าตกใจตอนกลางวัน
ลุงหลี่เห็นดังนั้นก็รีบขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้เขา ตักข้าวใส่ชามให้หนึ่งใบ น้ำเสียงอ่อนโยนและอบอุ่น
“เสี่ยวฉือ มานั่งกินเร็ว นี่ฝีมือเสี่ยวเจา ลองชิมดูนะ”
เสินฉือเงยหน้ามองลุงหลี่แวบหนึ่ง แล้วมองหลินเจา หยิบตะเกียบขึ้นมากินคำหนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้าให้หลินเจา หมายความว่าอร่อยมาก
ลุงหลี่ลองชิมแล้วก็เต็มไปด้วยแววตาชื่นชม
“เสี่ยวเจาเอ๊ย ฝีมือเธอนี่สุดยอดจริง ๆ ฝีมือดีกว่าพ่อครัวในร้านอาหารใหญ่ข้างนอกอีก ปกติคุณชายน่ะเรื่องกินเลือกมาก ไม่ค่อยได้กินเยอะขนาดนี้ เธอจับทางรสชาติของเขาถูกแล้วล่ะ”
หลินเจาถูกชมจนเขินเล็กน้อย ที่ทำงานก่อนหน้านี้ เพราะเขาเด็กที่สุดเลยทำได้แค่จัดจาน ไม่มีโอกาสทำกับข้าว ไม่มีใครชมเขา กลับจะว่าเขาทำช้าด้วย
ที่นี่ดีจริง ๆ
“ผมก็แค่ทำมั่ว ๆ ไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอก”
หลินเจานึกถึงคำพูดของซางยวี่ตอนกินข้าวเมื่อครู่ อดไม่ได้ที่จะถามลุงหลี่
“ลุงหลี่ คุณชายนี่ไม่ค่อยชอบผมหรือเปล่า”
ลุงหลี่ได้ยินก็สบตากับเสินฉือ แล้วหัวเราะเสียงดังลั่น
“คุณชายไม่ได้ไม่ชอบเธอ เขาไม่ชอบทุกคนเท่าเทียมกันน่ะ”
(๑•̌.•̑๑)ˀ̣ˀ̣
“หมายความว่ายังไง”
หลินเจางงเล็กน้อย
เสินฉือหยิบมือถือออกมาพิมพ์ข้อความ ไร้อารมณ์
หลินเจารับมาดู กะพริบตา ดูเหมือนจะเข้าใจ ที่แท้ไม่ได้เกลียดเขา แต่…
เสินฉือ: 「พุ่งชนทุกคนอย่างเท่าเทียม」
ลุงหลี่หัวเราะลั่นทันที ส่วนเสินฉือก็แอบยกมุมปาก
ลุงหลี่เป็นคนพูดเก่ง เสินฉือเป็นใบ้น้อย ทั้งยังเงียบมาก ปกติสองคนอยู่ด้วยกันก็ไม่ค่อยได้พูด แต่ว่าตอนนี้มีหลินเจาแล้ว ทั้งสองคนก็คุยกันหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน
หลินเจาพบว่าเสินฉือถึงจะไม่ค่อยพิมพ์ข้อความเข้าร่วมวงสนทนา แต่ก็จะตั้งใจฟังมาก และบางครั้งก็แอบมองเขาแวบหนึ่ง
หลังจากลุงหลี่กลับห้องไป หลินเจาก็เคาะประตูเสินฉือ
เสินฉือเปิดประตูแล้วมีท่าทางแปลกใจ หลินเจาก็เอ่ยขึ้นทันที
หลินเจาเอ่ยขึ้นทันที เสียงนุ่มนวลเบาหวิว ใบหน้ายังเจือแววเขินอาย
“เมื่อกี้ ขอบคุณนะที่ช่วยอธิบายให้ผม”
เสินฉือชะงักเล็กน้อย ขนตายาวขยับไหวเบา ๆ ผมผมดกดำห้อยลงมาปิดครึ่งหน้า เผยให้เห็นเพียงปลายคางขาวเนียนเรียวเล็ก
เขาไม่ได้พิมพ์ข้อความทันที เพียงยืนมองหลินเจาเงียบ ๆ แววตาอ่อนหวานละมุน
หลินเจาถูกมองจนเขินเล็กน้อย นิ้วมือกำชายเสื้อแน่น แล้วพูดเสริมเนิบ ๆ
“อีกอย่าง คุณไม่ต้องรู้สึกผิดนะ เรื่องตอนกลางวันไม่ได้เป็นความผิดคุณ เป็นเพราะผมเองที่ขี้ขลาด…”
พูดพลางก็หยิบกล่องเล็ก ๆ กล่องหนึ่งจากข้างหลัง ยื่นมาตรงหน้าเสินฉือ
มันคือไข่นึ่งที่เหลือหลังจากกินข้าว ตอนที่ยังไม่มีใครตัก เขาตั้งใจตักใส่กล่องน้อย ๆ เอามาให้
“นี่ เมื่อกี้คุณกินน้อยไป ผมเลยเอามาให้คุณ”
เสินฉือก้มมองไข่นึ่งอุ่น ๆ กล่องนั้น แล้วเงยหน้ามองหลินเจา
เด็กหนุ่มแก้มแดงระเรื่อ ดวงตาฉ่ำหวาน เขายังนึกว่าหลังจากเรื่องเมื่อกลางวัน หลินเจาจะไม่ยุ่งกับเขาแล้ว ไม่คิดว่าเขาจะมาหาตัวเองก่อน
เสินฉือเม้มปากเบา ๆ ยื่นมือรับไป ก้มหน้า พิมพ์ข้อความหนึ่งบรรทัดบนมือถืออย่างรวดเร็ว ยกให้ตรงหน้าหลินเจา
【เธอทำอร่อยมาก】
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วก็แอบพิมพ์เพิ่มอีกประโยค
【ต่อไปฉัน จะค่อย ๆ ทำ ไม่ทำให้เธอตกใจ】
หลินเจามองตัวหนังสือบนนั้น ตาหยีขึ้นทันใด มุมปากยกยิ้มน้อย ๆ
“อืม”
หลินเจากลับห้องไปด้วยความพอใจ เพื่อนของเขามีน้อยมาก นอกจากเด็ก ๆ ในสถานสงเคราะห์แล้ว ก็ไม่มีเลย
ตอนแรกคนรุ่นเดียวกันก็เป็นเพื่อนกับเขา แต่หลัง ๆ ก็รังเกียจที่เขาร้องไห้ง่ายเกินไป ต่อให้เขาอธิบายว่าดวงตาตัวเองเสีย มันเกิดจากอาการป่วย พวกเขาก็ยังค่อย ๆ ห่างเหินไปเอง
ถึงอย่างนั้น หลินเจาก็ยังอยากมีเพื่อนมาก ๆ
เขารู้สึกว่าเสินฉือเป็นคนที่ดีมาก ยังจำได้ว่าเขาเคยช่วยเช็ดน้ำตาให้ตน บางทีพวกเขาอาจกลายเป็นเพื่อนกันได้นะ
หลินเจาทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มอีกครั้ง เลื่อนดูวิดีโออาหารไปเรื่อย ว่าจะทำอะไรดีในวันพรุ่งนี้ เมื่อกี้เขาก็ถามลุงหลี่ไปด้วย ว่าคุณชายมีอะไรที่ชอบกินบ้าง
ลุงหลี่บอกว่าไม่มี คุณชายไม่ค่อยสั่งอาหาร ทำอะไรก็ได้ตามใจ แต่ทำแล้วเขาจะกินหรือไม่นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง
โดยพื้นฐานแล้วแค่หลีกเลี่ยงของที่เขาไม่กินก็พอ
ดูวิดีโอไปได้ครู่หนึ่ง หลินเจาก็หาวออกมา ลุกไปอาบน้ำ ลงจากเตียงไปหาเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน จู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้!
กระเป๋าเดินทางของเขา!
แย่แล้ว แย่แล้ว!
หลินเจามองความมืดนอกหน้าต่าง ดึกขนาดนี้แล้ว คงไม่มีใครเอาไปแล้วกระมัง อ๊า นั่นมันสมบัติทั้งหมดของเขานะ
ไฟในห้องของลุงหลี่ กับของเสินฉือดับหมดแล้ว หลินเจาค่อย ๆ เปิดประตูเรือนเล็กออกอย่างระมัดระวัง เดินอ้อมผ่านระเบียงทางเดิน ตรงไปยังประตูทางเข้า
บ้านพักใหญ่เงียบเกินไป หลินเจาเงยหน้ามองไปทางห้องโถงหลักอย่างไม่รู้ตัว มีแต่ความมืด
น่ากลัวจัง เขาท่องในใจว่าขอให้พระคุ้มครอง เปิดไฟฉายในมือถือ เดินย่องเบา ๆ ไปทางประตูทางเข้า
“เอี๊ยด” เสียงประตูเปิด หลินเจาแง้มไว้ช่องหนึ่ง วิ่งเหยาะ ๆ ไปยังด้านหลังต้นไม้ใหญ่ โชคดีที่ข้างนอกมีไฟถนน สว่างพอควร เขารีบตรวจดู มองซ้ายมองขวา ไม่มี
หายไปแล้วจริง ๆ หลินเจาหาในละแวกนั้นอีกครั้ง ก็ยังไม่เห็น คงถูกใครหยิบไปแล้วจริง ๆ
เขากัดริมฝีปากล่าง เม้มแน่น แต่น้ำตาก็ยังไม่เชื่อฟัง ร่วงหล่นลงมา หยดทีละหยดลงบนพื้น
นั่นมันสมบัติทั้งหมดของเขานะ
ข้างในยังมีตุ๊กตาหมีที่ป้าหัวหน้าสถานสงเคราะห์ให้เขา เป็นของที่ระลึกเพียงชิ้นเดียวตั้งแต่เด็กจนโต
ทำไมเขาถึงได้ไม่เอาไหนแบบนี้
ทำอะไรก็ไม่ได้ดีเลย ซุ่มซ่าม เชื่องช้า ชอบร้องไห้ง่าย
ภายในวันเดียวถูกไล่ออกจากงาน ถูกขับไล่ กว่าจะหาที่ที่ยอมให้เขาอยู่ได้ ก็ดันทำกระเป๋าเดินทางหายอีก
ความน้อยใจ อับจน และโทษตัวเองผสมรวมกัน อัดแน่นอยู่ในอกจนอึดอัด หัวไหล่สั่นน้อย ๆ เขาย่อตัวลง กอดตัวเองไว้ ตั้งใจว่าปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นแล้วค่อยกลับไป
ในตอนนั้นเอง มีแสงสลัว ๆ ส่องมาจากทางประตูบ้านพัก
รองเท้าแตะสีดำคู่หนึ่ง หยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา
มีเสียงเย็นเยียบและเจือแววขัดใจดังมาจากเหนือศีรษะ
“ดึกดื่นป่านนี้ไม่นอน มาแอบร้องไห้หาศพอยู่ตรงนี้?”