โดยรวมแล้ว นี่คือเรื่องราวของการตกหลุมรักอาหารที่เชฟทำ แล้วสุดท้ายก็กินเชฟ
นิยายหวานก่อนนอน
นายเอกเป็นคนขี้แยเพราะมีภาวะน้ำตาไหลง่าย ถ้าไม่ถูกใจก็ช่วยอย่าดราม่า! ขอบคุณ!
คาแรกเตอร์นายเอกคือปากจัด หน้าบึ้ง ช่วงแรกปากแข็งแค่ไหน ช่วงหลังก็หน้าแตกแรงแค่นั้น บทแรกๆ อาจเรื่อยๆ หน่อย แต่หวานมาก~
ที่พักสมอง\(≧▽≦)/
———
หลินเจาถูกไล่ออกอีกแล้ว
เขาหน้าตาขาวใสสะอาด คิ้วตาอ่อนหวานเหมือนเด็กผู้หญิง แถมยังเกิดมาพร้อมภาวะน้ำตาไหลง่ายอีก พอถูกทำให้เสียใจนิดหน่อยขอบตาก็แดง น้ำตาไหลพรากไม่ยั้ง
วันนี้ลูกค้าร้องเรียนว่าหมูเปรี้ยวหวานยังไม่สุก ผู้จัดการก็ด่าเขาอย่างกับอะไรดี
แต่อาหารจานนั้นไม่ใช่ฝีมือเขาสักหน่อย
หลินเจารีบจะแก้ตัว แต่ปากเพิ่งจะขยับ จมูกก็แสบแปล๊บ น้ำตาร้อนๆ ก็ไหลร่วงลงมาก่อน
ขนตาชื้นแฉะติดอยู่ที่หางตา หางตาสีแดงก่ำมีหยดน้ำตาเกาะ ทั้งน้อยใจทั้งงงงวย ดูน่าสงสาร
บังเอิญช่วงนั้นหัวหน้ามาตรวจงานเดินผ่านมา เห็นเข้าจากระยะไกล ก็เลยด่าผู้จัดการทันที
หัวหน้าไปแล้ว ผู้จัดการหน้านิ่งเขียวปั๊ด โยนป้ายพนักงานให้เขาตรงๆ
"นายถูกไล่ออก ไสหัวไป"
หลินเจากำป้ายพนักงานแน่น เดินตาละห้อยกลับบ้านเช่าตลอดทาง
แต่พอถึงประตู เขาก็ตัวแข็งไปทั้งร่าง
ผ้าห่ม หมอน หนังสือ เสื้อผ้าสองสามชุดของเขา ถูกโยนเรี่ยราดในทางเดิน ถุงก็ขาดหมดแล้ว
เขาลนลานคว้าโทรศัพท์ออกมา ถึงได้เห็นข้อความที่ป้าเจ้าของห้องส่งมาตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อน
เจ้าของห้อง: เสี่ยวเจาจ๊ะ ลูกชายป้าจะกลับมาแล้ว เดือนนี้เธอก็ยังไม่จ่ายค่าเช่าอีก ที่อยู่เกินมาสามวันป้าถือว่ายกให้แล้วกัน เธอหาบ้านใหม่เถอะ
ลมในทางเดินค่อนข้างเย็น พัดเอาตาของเขายิ่งแสบกว่าเดิม
เขาค่อยๆ ย่อตัวลง กอดตัวเองจนกลายเป็นก้อนเล็กๆ ขนตายาวหุบลง น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงลงมาบนหลังมือ
หลินเจากำฝ่ามือแน่น เตือนตัวเองในใจไม่หยุด
ห้ามร้อง ห้ามร้องไห้...
เขาพยายามอดกลั้นสุดชีวิต แต่ยิ่งอดกลั้น น้ำตาก็ยิ่งทะลัก
จนกระทั่งจู่ๆ โทรศัพท์ก็สั่น มีข้อความเด้งขึ้นมา
【ด่วนรับสมัครพี่เลี้ยงเด็กอยู่ประจำ ทำแค่อาหารสามมื้อ ค่าตอบแทนดี】
หลินเจาสูดจมูกฟุดฟิด เช็ดน้ำตาสะอาด ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อยกดติดต่อ
ครึ่งชั่วโมงให้หลัง หลินเจายืนอึ้งอยู่หน้าบ้านพักตากอากาศหลังงามหลังหนึ่ง
Σ(・□・)
เขาก้มลงมองกระสอบป่านขาดรุ่งริ่งในมือตัวเอง แล้วเงยขึ้นมองอาคารตรงหน้า นี่เหมือนคนบ้านนอกเข้ากรุงยังไงยังงั้นเลย น่าอับอายขายหน้าจริงๆ
ต้องโดนรังเกียจแน่!
เห็นว่าเวลาใกล้ถึงจุดนัดหมายมากขึ้นทุกที หลินเจาเลยทำใจแข็ง ซ่อนสัมภาระของตัวเองไว้หลังต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลก่อน
แล้วจัดเสื้อผ้าใหม่ ยืนรออยู่หน้าบ้านพักอีกครั้ง รอให้คนมารับ
ผ่านไปนาน ขาหลินเจาก็ยืนจนเมื่อยแล้ว ในที่สุดประตูก็เปิดออก
คุณตาผมขาวในชุดเครื่องแบบคนหนึ่งเดินออกมา เห็นหลินเจาปุ๊บตาท่านก็ปิ๊งวาบด้วยความทึ่ง แล้วก็เห็นใบหน้าเล็กๆ ของเขาตากแดดจนแดงก่ำ ก็รีบเชิญเข้ามา
"เด็กน้อย ยืนนานหรือยัง ทำไมถึงไม่กดกริ่งล่ะ"
หลินเจาเดินเข้าไปอย่างประหม่าเล็กน้อย เกาผมที่ร้อนจนแดงเพราะแดด
"ไม่ ไม่นานครับ ผมก็เพิ่งจะมาถึง"
เขาจะไม่ยอมรับหรอก ว่าเขาไม่รู้ว่ากริ่งอยู่ตรงไหน!
พอถึงโถงใหญ่ หลินเจาก็ต้องตะลึงกับความหรูหราที่นี่อีกครั้ง ดวงตาเบิกกว้างอย่างลับๆ อยากรู้แต่ก็ไม่กล้ามองไปทั่ว ได้แต่ประสานชายเสื้อไว้แน่น ฝีเท้าเบาที่สุด
พื้นใต้เท้าลื่นเงาวับเหมือนใหม่ หลินเจากลัวจะทำให้มันสกปรก เฟอร์นิเจอร์รอบข้างเรียบง่ายแต่เพียบพร้อมด้วยรสนิยม ในโถงที่เงียบสงัดแม้แต่เสียงลมหายใจแผ่วเบาของเขาก็ยังชัดเจนเป็นพิเศษ
หลินเจายิ่งใจเสีย กลัวว่าสภาพบ้านนอกของตัวเองจะถูกคนไล่ออกไป
พ่อบ้านสูงวัยเห็นท่าทางตื่นเต้นแต่น่ารักน่าเอ็นดูของเขา ก็ใจอ่อนลงไปมาก น้ำเสียงก็อ่อนโยนขึ้นไม่น้อย
"คุณชายทำงานอยู่ที่ห้องหนังสือชั้นสอง ไม่ชอบความวุ่นวาย คุณนั่งรอในห้องนั่งเล่นสักครู่ก่อน ผมจะไปบอก"
หลินเจารีบพยักหน้า ตอบเบาๆ
"ครับ รบกวนด้วยนะครับ"
เขานั่งลงที่ริมขอบโซฟาอย่างเรียบร้อย กล้าวางแค่ครึ่งก้น มือเล็กๆ วางบนหัวเข่า นั่งตัวตรง ไม่กล้าขยับ
แต่ก็แอบชำเลืองมองรอบตัว ใบหน้าเล็กๆ ขาวใสยังมีสีแดงระเรื่อไม่จางหาย ขนตายาวก็กระพือแผ่วๆ เป็นพักๆ ท่าทางเรียบร้อยและน่ารัก
รอไม่นาน บนบันไดก็มีเสียงฝีเท้าที่มั่นคงดังขึ้น
หลินเจาเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ หัวใจเต้นแรงตุ๊บเดียว
บุรุษร่างสูงโปร่งเดินลงมาจากชั้นบนอย่างเนิบนาบ สวมสูทสีเข้มขับเน้นสรีระให้ดูสูงสง่ายิ่งขึ้น
ใบหน้าคมคาย คิ้วตาคมเข้มดุดัน ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายที่บอกว่า "คนแปลกหน้าห้ามเข้าใกล้" สีหน้าเย็นชา มีแรงกดดันโดยธรรมชาติ
หลินเจามองตาไม่กระพริบ เขาสูงจังเลยนะ?
ซางยวี่กวาดสายตามาที่หลินเจาไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นเด็กหนุ่มผอมบางคิ้วตาละมุนละไมตรงหน้ามองเขาตาเป๋ง คิ้วก็ขมวดน้อยๆ แทบไม่มีใครสังเกต
โดนซางยวี่มอง หลินเจาก็ตัวเกร็งไปหมด ตื่นเต้นจนนิ้วมือสั่น จมูกแสบขึ้นมาหน่อยๆ น้ำตาก็เหมือนจะคลอขึ้นมาอีก
เขารีบก้มหน้า ไม่กล้ามองชายหนุ่มอีก
ซางยวี่จ้องไปที่หลังมือขาวซีดของหลินเจา มือเล็กแบบนี้จะจับตะหลิวไหวหรือ?
แถมยังเป็นแบบนี้ ดูแล้วไม่น่าเรียบร้อย
เขาโบกมือ
"ลุงหลี่ เชิญแขกกลับ"
หลินเจอตาโต เชิญ เชิญแขกกลับ?
ไม่นะ ถ้าเขาถูกไล่ออกไป คืนนี้ก็ต้องเร่ร่อนแน่
เขาลุกพรวดจากโซฟา กลั่นความกล้าพุ่งไปที่ปลายบันได
"คะ คุณครับ ผมทำอาหารได้หลายอย่าง อาหารที่ผมทำอร่อยนะ ขอร้องล่ะ ให้โอกาสผมที จริงๆ นะ ขอร้อง"
เขาพูดตะกุกตะกัก เสียงค่อยๆ สั่นเครือ หางตาเหมือนจะมีน้ำตาคลอ
ซางยวี่ชะงักเท้า หันกลับมาก็เห็นขอบตาของหลินเจาแดงระเรื่อบางๆ ขนตาชื้นๆ ปลายนิ้วเรียวยาวกำชายเสื้อแน่น ดูน่าสงสารจนทนไม่ได้
เขานิ่งไปชั่วขณะ คิ้วยิ่งขมวดลึก
ลุงหลี่เห็นท่าไม่ดี รู้ว่าคุณชายกำลังจะโมโห ก็รีบเข้าไป
"เด็กน้อย กลับไปเถอะ"
ปากของหลินเจาขยับขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะพูดอะไร น้ำตาก็ไหลทะลักออกมาเลย แค่นี้ ลุงหลี่กับซางยวี่ก็ตะลึงกันทั้งคู่
ลุงหลี่รีบเข้าไปปลอบ
"โอ๊ย นี่ร้องไห้ได้ยังไงกัน นี่มัน..."
เขามองหลินเจาแล้วก็มองซางยวี่
"คุณชาย ให้เขาลองทำอาหารสักมื้อดีไหมครับ ก่อนหน้านี้ก็ต้องลองทั้งนั้น"
ซางยวี่ไม่ได้พูดอะไร เห็นเขาร้องไห้แล้วรำคาญนิดหน่อย โบกมือ แล้วขึ้นชั้นบนไปตรงๆ
นี่หมายความว่าตกลงแล้ว แต่หลินเจาไม่รู้ นึกว่าตนเองจะถูกไล่ออกไปไม่มีทางกลับแล้ว
น้ำตาหล่นไม่ขาดสายจนตัวเขาหรือบางทีอาจถึงขั้นสั่นเทา
ลุงหลี่ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน รีบพูดขึ้น
"นี่มันร้องไห้อีกได้ยังไง คุณชายตกลงแล้ว ให้ลองทำอาหารน่ะ"
หลินเจาอึ้งไป ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที มองลุงหลี่อย่างไม่อยากจะเชื่อ
"ไม่ ไม่ไล่ผมแล้วเหรอครับ?"
ลุงหลี่มองดูเขาแบบนี้ก็นึกถึงหลานชายของตัวเอง น้ำเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่กล้าการันตี
"พี่เลี้ยงเด็กที่มาที่นี่ต้องลองทำอาหารก่อนทั้งนั้น คุณชายอนุญาตก็ใช้ได้"
หลินเจาเข้าใจแล้ว รีบเช็ดน้ำตา จับมือลุงหลี่ด้วยความตื่นเต้น
"ถะ ถ้าอย่างนั้น ครัวอยู่ไหนเหรอครับ?"
ลุงหลี่ค่อนข้างงงกับการเปลี่ยนอารมณ์ของเขาแบบกะทันหัน แล้วก็ชี้ไปทางตำแหน่งของครัว
หลินเจารีบเดินเร็วๆ ไป มุมปากมีรอยยิ้มติดมาแล้ว
ลุงหลี่เพิ่งเคยเจอเด็กน้อยที่มีชีวิตชีวาขนาดนี้เป็นครั้งแรก รอยยิ้มที่มุมปากก็ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ซางยวี่เรื่องมากและเอาใจยาก พี่เลี้ยงทำอาหารให้เขาเปลี่ยนมาแล้วนับไม่ถ้วน
ขอให้เขาโชคดีเถอะ