ทางเดินในวังเงียบสงัดลง เหลือเพียงเสียงแว่วของราตรีเทศกาลซั่งหยวนจากที่ไกล ๆ คล้ายดังลอดผ่านม่านบาง
เฉินเส้าอันก้มมองมือว่างเปล่าของหลิ่วหยา ก่อนยิ้มออกมา ทว่ารอยยิ้มนั้นเจือแววขอโทษอยู่ด้วย
“วันนี้เป็นเทศกาลซั่งหยวน เดิมทีข้าควรให้เจ้าเที่ยวเล่นอย่างเต็มที่สักครา แต่คาดไม่ถึงว่าโคมแพรจะหายไป โคมแก้วก็ยกให้ผู้อื่นแล้ว กระทั่งของสักชิ้นที่ถือไว้ส่องแสงก็ยังไม่ได้เหลือไว้ให้เจ้า”
“เทศกาลซั่งหยวนครานี้ทำให้เจ้าไม่อาจสนุกได้เต็มที่ สิ่งที่หลงเหลือมีเพียงความเสียดาย ข้ารู้สึกผิดอยู่บ้างจริง ๆ”
หลิ่วหยาส่ายหน้า เชือกแดงจากผ้าหยาบที่มัดหลวม ๆ อยู่บนเรือนผมยิ่งขับให้คิ้วตาของนางดูอ่อนโยน
“ไม่มีอะไรให้เสียดายหรอก ได้ฉลองเทศกาลซั่งหยวนกับเฉินเส้าอัน ข้าก็ดีใจมากแล้ว อย่างน้อย...ช่วงครึ่งแรกของค่ำคืนนี้ก็มีความสุขอยู่ไม่น้อย”
นางพูดจากใจจริง
ตั้งแต่นัดพบกันที่ประตูวัง เดินเคียงกันไปตามถนนสายยาวที่สว่างไสวดุจกลางวัน จนถึงยามเห็นเขายืนอยู่หน้าเพิงโคม ทายปริศนาอย่างสุขุมและคว้าคำชื่นชมจากผู้คนทั่วงาน ช่วงเวลานั้นล้วนเป็นความสุขอย่างแท้จริง
แม้ช่วงครึ่งหลังจะเต็มไปด้วยอันตรายจนทำให้นางหวาดกลัว แต่เมื่อนึกย้อนกลับมาในยามนี้ สิ่งที่อยู่ในใจกลับไม่ใช่ความหวาดหวั่น หากเป็นความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด
เพราะเมื่อเผชิญอันตราย เขาไม่ได้ทอดทิ้งนาง กลับกุมมือนางไว้แน่น พานางวิ่งกลับมาตลอดทาง
เฉินเส้าอันมองนางแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า “ไม่ได้หรอก”