เย่หลวี่หยวนโย่วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ “เป็นเช่นนั้นจริง ข้าเองก็คิดมาตลอดว่าเฉินเส้าอันผู้นี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่”
“เป็นเพียงพ่อครัวหลวงแท้ ๆ แต่กลับประชันบทกวีกับขุนนางฝ่ายบุ๋นในท้องพระโรงได้โดยไม่เป็นรอง เป็นพ่อครัวแท้ ๆ กลับคำนวณบัญชีที่แม้แต่ขุนนางกรมคลังยังคิดไม่กระจ่างได้ บัดนี้ยังคิดค้นเสื้อขนเป็ดขึ้นมาอีก... คนผู้นี้มิใช่คนธรรมดาจริง ๆ”
เมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้ว มู่หรงหมิงจึงกดเสียงต่ำลงเอ่ยว่า
“องค์ชาย เมื่อเป็นเช่นนี้ คนผู้นี้เก็บไว้ไม่ได้แล้ว จะส่งคนไปจัดการเขาดีหรือไม่ เพื่อขจัดภัยร้ายในภายหน้า”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบยามเอ่ยถ้อยคำนี้ ราวกับกำลังกล่าวถึงเรื่องเล็กน้อย ทว่าดวงตากลับฉายแววเย็นชาอันยากสังเกตวูบหนึ่ง
เย่หลวี่หยวนโย่วกลับมิได้ตอบในทันที
เขาเอนกายพิงตั่ง ปลายนิ้วเคาะพนักแขนเบา ๆ สายตาทอดไปยังท้องฟ้าหม่นมัวด้านนอกหน้าต่าง ครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะส่ายหน้าในที่สุด
“ไม่จำเป็น”
มู่หรงหมิงชะงักไปเล็กน้อย “องค์ชาย?”
เย่หลวี่หยวนโย่วถอนสายตากลับมามองมู่หรงหมิง สีหน้าสงบนิ่งและเปี่ยมความมั่นใจ
“ในจดหมายของหลิ่วซานเว่ยกล่าวว่า เฉินเส้าอันผู้นี้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้แคว้นต้าฉีอย่างยิ่ง”
“หากผลีผลามสังหารเขา ฮ่องเต้แคว้นต้าฉีจะต้องพิโรธ และสืบสวนเรื่องนี้จนถึงที่สุด มิเท่ากับแหวกหญ้าให้งูตื่น ทำลายแผนการใหญ่ของเราหรอกหรือ”
เขาลุกขึ้น เดินไปยังหน้าต่าง ยืนไพล่มือไว้ด้านหลัง มองหลังคาตำหนักที่เรียงรายทอดยาวอยู่ไกล ๆ มุมปากยกเป็นรอยยิ้มแห่งผู้กำชัย
“ไม่เป็นไร ภายหน้าแคว้นต้าฉีทั้งแคว้นย่อมตกอยู่ในกำมือของเป่ยเยี่ยนเรา ถึงเวลานั้นเฉินเส้าอันก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือข้าเช่นกัน”
