ทุกคนต่างนั่งลงประจำที่ เบื้องหน้ามีถ้วยน้ำจิ้มที่ปรุงไว้ตามชอบวางอยู่เรียบร้อย
องค์หญิงเล่อหนิงหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างอดใจไม่ไหว จ้องน้ำซุปที่เดือดพล่านในหม้อ แล้วถามอย่างร้อนใจว่า
“กินเนื้อได้หรือยัง? ได้หรือยัง?”
องค์รัชทายาทยิ้มพลางกล่าวว่า “อย่าเพิ่งร้อนใจ เนื้อยังมาไม่ถึง ประเดี๋ยวพอเนื้อมาแล้วก็นำไปจุ่มในหม้อกินได้”
“หา พี่ใหญ่รู้ได้อย่างไร? หรือว่าพี่เคยกินแย้ว?” องค์หญิงเล่อหนิงถามอย่างประหลาดใจเล็กน้อย
องค์รัชทายาทพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ก็ไม่ถึงกับเคยกินหรอก ครั้งหนึ่งพ่อครัวหลวงเฉินเชิญหงเป่ากับคนอื่น ๆ มากินหม้อไฟ น่าเสียดายที่ครั้งนั้นข้าไม่ได้ไป ได้ยินมาว่าอร่อยมากทีเดียว”
“หา พี่ใหญ่ ของอร่อยที่พ่อครัวหลวงเฉินทำ พี่กลับไม่ได้ไปกินหรือ?” องค์หญิงน้อยดูไม่เข้าใจนัก
เฉินเส้าอันรีบกล่าวว่า “กินยามนี้ก็เหมือนกัน หม้อไฟที่หงเป่ากับคนอื่น ๆ กินคราวก่อน ยังประณีตสู้หม้อนี้ไม่ได้”
องค์รัชทายาทชี้ไปยังหม้อไฟทองแดงสีม่วงตรงหน้าแล้วกล่าวว่า “อ้อ เช่นนั้นหม้อไฟนี้ก็เพิ่งทำขึ้นใหม่สินะ พ่อครัวหลวงเฉิน?”
เฉินเส้าอันพยักหน้ากล่าวว่า “เป็นเช่นนั้น เพื่อจัดงานเลี้ยงวังหลวงในวันเหมายันครานี้ ห้องเครื่องหลวงจึงเชิญช่างมาทำหม้อไฟทองแดงสีม่วงโดยเฉพาะ เข้ากันกับเนื้อแพะในวันนี้พอดี”
สิ้นเสียงกล่าว บรรดาข้ารับใช้จากห้องเครื่องหลวงก็ทยอยกันเข้ามา แต่ละคนประคองจานกระเบื้องขาวไว้ในมือ บนจานมีเนื้อแพะหั่นบางเฉียบราวปีกจักจั่น เนื้อแดงสลับขาว เห็นลายเนื้อชัดเจน สะท้อนแสงนวลละมุนใต้แสงเทียน
จานแล้วจานเล่าถูกยกมาวางบนโต๊ะ ไม่นานก็เต็มพื้นที่กว่าครึ่งโต๊ะ
