แขกเหรื่อต่างทยอยนั่งประจำที่
หลังจากถูกกระทบกระเทือนใจถึงสองระลอก ทั้งภาพ “ภูเขาแดนมายา” ตรงทางเข้า และ “โคมแก้วส่องสว่าง” ที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ ทุกคนต่างคิดว่าหัวใจของตนแข็งแกร่งพอแล้ว คงไม่มีสิ่งใดทำให้ตกตะลึงได้ง่าย ๆ อีก
ทว่าเมื่อก้มลงมองโต๊ะตรงหน้า หลายคนกลับนิ่งงันไปอีกครั้ง
ปลายทั้งสองด้านของโต๊ะแต่ละตัวมีเชิงเทียนทองแดงประณีตตั้งอยู่ด้านละอัน
เชิงเทียนมีรูปทรงเรียบขรึม สลักลายเถาบัวพันเกี่ยว ดูเผิน ๆ ไม่ต่างจากเชิงเทียนของบ้านคหบดีทั่วไปนัก
แต่สิ่งที่ปักอยู่บนเชิงเทียนกลับไม่ใช่เทียนไขที่พวกเขาคุ้นเคย
สิ่งนั้นมีรูปทรงเช่นเดียวกับเทียนไข ทั้งแท่งเป็นสีขาวนวล เนื้อสัมผัสอุ่นละมุนดุจหยก ทว่าปลายกลับไม่มีไส้เทียน ทั้งยังไม่ปรากฏร่องรอยการเผาไหม้แม้แต่น้อย
กระนั้นมันกลับเปล่งแสงออกมา แสงนวลนุ่มและมั่นคงกลุ่มหนึ่งส่องออกจากปลายเทียน ไม่ไหววูบ ไม่เกิดควัน ทั้งไม่มีน้ำตาเทียนหยดลงมาแม้สักหยด
แสงนั้นอ่อนโยนดุจสายน้ำ ส่องโต๊ะทั้งตัวให้เห็นชัดเจน เมื่อยื่นมือเข้าไปใกล้ ยังไม่รู้สึกร้อนเสียด้วยซ้ำ
คหบดีท้องถิ่นผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไป แล้วโบกเหนือ “เปลวเทียน” อย่างระมัดระวัง กลับไม่มีไอร้อนแม้แต่น้อย
เขาลองยื่นนิ้วเข้าไปใกล้ปลายที่เปล่งแสง แล้วแตะเบา ๆ เย็นเฉียบ
“นี่...เทียนไขนี่เย็นหรือ?!” เขาหลุดปาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
แขกที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ พอได้ยินก็พากันยื่นมือไปทดลองกับเทียนบนโต๊ะตน ก่อนจะหลุดเสียงอุทานอย่างกลั้นไม่อยู่เป็นระยะ
“เย็นจริงด้วย!”
“ไม่มีควัน! ดูสิ ไม่มีควันเลยสักนิด!”
“แสงสว่างกว่าโคมน้ำมันที่บ้านข้าถึงสิบเท่า แต่กลับไม่แสบตาเลย...”
บางคนยกเชิงเทียนขึ้นมาพลิกดูไปมา แล้วพบว่ามันเป็นเนื้อเดียวกันทั้งชิ้น ราวกับเป็นหยกเปล่งแสงที่ถือกำเนิดขึ้นมาเช่นนั้นเอง
