“ทำตามที่ข้าบอกล่ะก็ รับรองเจ้าจะบินขึ้นสู่กิ่งไม้สูง”
——เฉินเป่าซฺยางได้ยินประโยคนี้ ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเกิดภาพหลอน
เวลานั้นไม่หลงเหลือผู้ใด มีเพียงแสงจันทร์ลอดหน้าต่าง สะท้อนละอองฝุ่นลอยคว้าง
นางนั่งอยู่ท่ามกลางละอองฝุ่นเหล่านั้น สิ้นหวังที่คิดว่า กิ่งไม้สูงต่ำอย่างไรเล่า ตอนนี้ตัวเองยังไม่รู้ว่าจะรอดออกไปจากที่นี่หรือไม่
“รอด”
น้ำเสียงนั้นทวนช้าๆ “มีข้าอยู่ ย่อมรอด”
???
สะดุ้งเฮือกนั่งตัวตรงขึ้นมา เฉินเป่าซฺยางเหลียวซ้ายแลขวา
“อย่าหาเลย นอกจากเจ้าแล้วไม่มีใครได้ยินข้า ยิ่งไม่มีใครเห็นข้า และนอกจากข้าแล้ว ก็ไร้ผู้ใดช่วยเจ้าออกไปได้อีก”
น้ำเสียงล่องลอยแผ่วเบา เปี่ยมด้วยความหนักแน่นมั่นใจ
สูดหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง เฉินเป่าซฺยางคุกเข่าตรง พนมมือขึ้นรีบเอ่ยว่า “ท่านเซียนโปรดช่วยชีวิตด้วย ข้าน้อยถูกปรักปรำ ข้าน้อยไม่ใช่ผู้ลอบสังหารจริงๆ!”
เขาย่อมรู้ว่านางไม่ใช่ผู้ลอบสังหาร
ผู้ลอบสังหารนั้นเป็นมือสังหารตายตัวที่เขาใช้เวลาคัดกรองมาเนิ่นนานถึงครึ่งปี ลงมือทั้งเร็วและแม่นยำ จะเป็นเช่นนางที่วิ่งพล่านชนไปทั่วในงานเลี้ยง และยังพลอยทำให้เขาถูกลูกธนูปักร่างได้อย่างไร
หากต้องตายด้วยลูกธนูสักดอกอย่างราบคาบก็สิ้นเรื่องไปแล้ว ทว่าพอเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง กลับมาอยู่ในร่างของสตรีผู้นี้ ครุ่นคิดไปมาอยู่พักใหญ่ ใคร่ครวญเท่าไรก็ไม่เข้าใจ จึงปริปากเอ่ยขึ้น——
“ในเมื่อเจ้าไม่ใช่ผู้ลอบสังหาร เหตุใดจึงปิดบังใบหน้าแถมยังพกมีดสั้นอีกเล่า”
“ท่านเซียนทรงหยั่งรู้” เฉินเป่าซฺยางทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก พลางผายมืออธิบาย “ผู้ลอบสังหารใช้ธนูขนนก ไม่เกี่ยวกับข้าน้อยเลยสักนิด ผ้าคลุมหน้าเป็นเครื่องประดับเจ้าค่ะ มีดสั้นก็ใช้สำหรับร่ายรำ ระบำมีดสั้นคลุมหน้า ข้าน้อยเสียเงินถึงสามร้อยอีแปะไปเรียนกับผู้อื่นมาเชียวนะเจ้าคะ”
“แต่ว่ามีดสั้นของเจ้านั้นลับคมแล้ว”
“ลับคมแล้วจะเป็นอะไรไปเล่าเจ้าคะ มีดสั้นที่ขายในตลาดก็ลับคมกันทั้งนั้น”
“การร่ายรำ มิได้มีมีดสั้นที่ทำพิเศษโดยมิได้ลับคมหรือ”
เฉินเป่าซฺยางน้อยใจนัก “มีก็มีเจ้าค่ะ แต่มีดสั้นธรรมดาขายเพียงร้อยอีแปะ มีดสั้นพิเศษสำหรับร่ายรำต้องสี่ร้อยอีแปะ แพงกว่าเป็นไหนๆ เงินที่ประหยัดได้ข้าน้อยยังเอาไปเรียนรำเพิ่มได้อีกชุดหนึ่ง”
“แต่เจ้าไม่มีชื่ออยู่ในรายชื่อแขกรับเชิญแต่แรก เหตุใดจึงเข้าไปในงานเลี้ยงได้เล่า”
เฉินเป่าซฺยางลังเลอยู่บ้าง เรื่องนี้น่าละอายอยู่
แต่เมื่อนึกถึงฐานะที่ใกล้ตายของตนในยามนี้ นางก็ตอบตามตรงว่า “ข้าน้อยใช้เงินแปดร้อยอีแปะไถ่ทางเด็กรับใช้ในครัวหลัง หลบซ่อนในรถขนเศษอาหารเข้าไปเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงนั้นแฝงความไม่อยากเชื่อ “ถังเศษอาหาร?”
“นี่ก็คือวิธีในยามจนหนทาง” นางแสร้งหัวเราะ “ใครเล่าให้งานเลี้ยงนี้รวบรวมขุนนางใหญ่โตไว้มากมาย หากข้าน้อยสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินด้วยระบำเดียวได้เล่า ก็จะได้ดีมิใช่หรือ”
น้ำเสียงนั้นเงียบงันไป เหมือนกำลังครุ่นคิดสิ่งใด
เฉินเป่าซฺยางหยั่งเชิงอย่างระมัดระวังว่า “ท่านเซียน เจ้าคะ ท่านช่วยข้าน้อยได้ใช่หรือไม่”
อีกฝ่ายตอบรับเบาๆ อย่างเรียบเฉย
นางถอนหายใจยาว พลันตบอกพลางเอ่ยว่า “รอให้ผู้ศรัทธาออกไปได้แล้ว จะต้องปั้นรูปปั้นทองคำถวายแด่ท่านแน่”
ตบอกเสร็จแล้วกลับรู้สึกใจไม่ดี จึงรีบเสริมว่า “ใช้แค่สีทองก็ได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ แผ่นทองคำเปลวข้าน้อยซื้อไม่ไหวจริงๆ”
ดูเหมือนท่านเซียนจะขำกรุ่น ทั้งกลัดกลุ้ม อัดอั้นอยู่ครู่หนึ่งถึงเอ่ยว่า “ข้าไม่จำเป็นต้องมีรูปปั้นทองคำ เจ้าทำตามที่ข้าบอกก็พอ”
เฉินเป่าซฺยางรีบทำท่าทางเคารพนอบน้อมเพื่อรับฟัง
ทว่าฟังไปฟังมา นางก็แข็งค้าง มือค่อยๆ ชี้นิ้วมาที่จมูกตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ “ข้าน้อย?”
“ไม่เข้าใจหรือ” เขาเอ่ย “มีเพียงวิธีนี้ เจ้าถึงจะพ้นภัย”
เช่นนี้แน่นอนว่าพ้นภัยได้
แต่ว่า
เฉินเป่าซฺยางร้องไห้หัวเราะไม่ออก “ท่านเซียน หากข้าน้อยรู้จักผู้นั้นแล้ว ยังต้องหลบอยู่ในถังเศษอาหารอีกหรือ งานเลี้ยงนี้ฝ่าบาทนั่นแหละเป็นผู้จัด”
“มิได้ให้เจ้าไปรู้จักจริงๆ” น้ำเสียงนั้นหยุดไปครู่หนึ่ง “โกหกไม่เป็นหรือ”
“เป็นขอรับ แต่ในเมืองหลวง ผู้คนที่อยากเกี่ยวดองเป็นญาติกับฝ่าบาทมีมากมายนัก ต่อให้ข้าน้อยพูดไปเช่นนี้ ใครจะเชื่อ”
“ลองดูก่อน”
“แต่...”
กำลังจะอธิบายต่อ จู่ๆ ด้านนอกคุกก็มีคนเดินผ่าน
เฉินเป่าซฺยางรีบหุบปาก หันกลับไปมอง ก็เห็นแขกเหรื่อในงานเลี้ยงเดินออกมาจากห้องสอบสวน มุ่งหน้าออกไปข้างนอกทีละคนสองคน
“อ้าว” มีคนมองเห็นนางในคุก ปลายเท้าหมุนนิดเดียวก็หยุดลง
“นี่มิใช่บุตรีคนรองของสกุลเฉินหรอกหรือ”
น้ำเสียงเหน็บแนมเสียดสี ดึงดูดสายตาของคนกลุ่มหนึ่งให้หันมามองในชั่วพริบตา
“จริงด้วย” มีคนเข้ามาใกล้แล้วมองดู “บุตรีคนรองของสกุลเฉิน ผู้มั่งคั่งร่ำรวย มารดามาจากตระกูลสูงศักดิ์ บิดามีทรัพย์สมบัตินับหมื่น อยู่มาทั้งวันล้วนเสวยหูฉลามและโสม ท่านเก่งกาจปานนี้ เหตุใดยังถูกขังอยู่อีกเล่า ที่บ้านไม่มีใครมาประกันตัวท่านหรือ”
สิ้นคำพูด ด้านนอกก็ส่งเสียงหัวเราะลั่น
เฉินเป่าซฺยางนึกรู้ในใจว่าแย่แล้ว แต่บนใบหน้ายังตีสีหน้าเข้มแข็ง เชิดคอขึ้นกล่าวแก่พวกนางว่า “ข้าอยู่ในฐานะสูงส่ง ย่อมต้องรอพบหัวหน้าผู้ไต่สวนเป็นการส่วนตัว”
“ยังเรื่องฐานะสูงส่งอีกหรือ” ลู่ชิงหรงเอามือปิดปากหัวเราะออกมา “ข้าเห็นทะเบียนบ้านของเจ้าในห้องไต่สวนนั่นแล้ว ชาวบ้านมาจากตำบลซานเซียง อำเภอเย่ว์ มีหรือจะตบตาแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ทั้งวัน”
คุกนี่เหตุใดถึงเผยแพร่ทะเบียนบ้านได้
เฉินเป่าซฺยางใจสั่น ฝืนปากแข็ง “ไม่รู้ว่าเจ้าดูทะเบียนบ้านของผู้ใด ข้าเติบโตอยู่ข้างประตูเสวียนอู่ในเมืองหลวงมาตั้งแต่เล็ก”
“ยังตบตาอีก” ลู่ชิงหรงหมดความอดทน “เกรงว่าเจ้าจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประตูเสวียนอู่หันไปทางไหน”
แน่นอนว่าไม่รู้
เฉินเป่าซฺยางโอดครวญในใจ นางไม่เคยไปที่แห่งนั้นเลย
แต่ในแวดวงผู้มีอันจะกินแห่งเมืองหลวง การเหยียบย่ำคนต่ำต้อยยกยอผู้สูงศักดิ์เป็นเรื่องปกติ นางทุกวันนี้เพราะเกรงใจจะถูกคนอื่นมองว่าต่ำต้อยก็แทบจะถูกนางลู่ชิงหรงกลั่นแกล้งจนตายอยู่แล้ว หากถูกเปิดโปงพื้นเพที่นี่อีกเล่า ก็ไม่สามารถอยู่ต่อในเมืองหลวงได้กระมัง
- ข้ารู้
มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในห้วงความคิดของนาง
ท่านเซียน!
ดวงตาของเฉินเป่าซฺยางสว่างวาบขึ้นมา
“ทำไม คิดหาคำพูดไม่ได้แล้วหรือ” ลู่ชิงหรงยังเยาะเย้ยไม่เลิก “หลอกลวงตบตาตีเสมอ ไม่ใช่ก็แค่อยากเกี่ยวดองกับผู้สูงศักดิ์ ปีนกิ่งไม้ให้สูงขึ้น เรื่องวันนี้ ข้าจักบอกกล่าวแก่ทุกสกุลเป็นแน่ ถึงเวลานั้น—”
“ข้าโกหกอะไร” ไก่ในเล้าที่ก้มหน้าก้มตาอยู่ๆ ก็กลับมามีชีวิตชีวา
ลู่ชิงหรงอึ้งไป กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ทำไม นึกออกแล้วหรือ”
“ประตูเสวียนอู่หันหน้าไปทางทิศใต้ อยู่ทางทิศเหนือ เรื่องแค่นี้จะมีอะไรให้นึก” เฉินเป่าซฺยางหัวเราะหึ เอวก็ยืดตรงขึ้น “ที่ข้าคิดคือจะบอกเจ้าดีหรือไม่ว่า ด้านหลังประตูนั้นยังมีหอบรรพชนแห่งหนึ่ง ภายในสักการะแม่ทัพจางเหวยหนิง ขุนนางอาวุโสสามแผ่นดินผู้มีผลงานปราบกบฏ ข้าเคยไปจุดธูปไหว้ท่านผู้อาวุโสมาแล้วด้วย”
คำพูดนี้ออกมา กลุ่มคนที่หัวเราะคึกคักพลันเงียบงันลงทีละน้อย สีหน้าของลู่ชิงหรงก็เปลี่ยนจากความรังเกียจกลายเป็นความตะลึงงัน
“เจ้า” นางไม่เชื่ออย่างเต็มเปี่ยม “เจ้าเคยไปหอบรรพชนของสกุลจางหรือ”
“ใช่แล้ว” เฉินเป่าซฺยางเอามือไพล่หลัง เชิดคางขึ้นสูง “เจ้าไม่เคยไปหรือ”
“เจ้าคิดว่าสกุลจางเป็นสถานที่ใด ใครๆ ก็ไปได้หรือ” คนด้านหลังฟังแล้วเดือดดาล “เที่ยวอ้างว่าเป็นญาติ มิกลัวเสียชีวิตหรือ”
“จริงทีเดียว เพื่อรักษาหน้ากลับกล้าโกหกได้ทุกเรื่อง”
“หากนางเคยไปหอบรรพชนของสกุลจาง เช่นนั้นข้าเองก็เคยไปพระตำหนักในวังหลวงแล้ว”
เสียงด่าทอประณามถาโถมเข้าใส่
เฉินเป่าซฺยางก็มิได้ร้อนใจ เพียงแค่ยิ้มกริ่มรอ รอจนพวกนางด่ากันพอสมควรแล้ว ถึงค่อยๆ เอ่ยขึ้นอย่างไม่เร่งร้อน “ที่แท้สถานที่แห่งนั้นก็สำคัญถึงเพียงนี้หรือ จางจือซวี่ก็มิได้บอกข้าเลย เขาเพียงแต่จะพาข้าไปคารวะท่านปู่เท่านั้น ข้าก็เลยไปแล้ว โอ๊ย จะทำอย่างไรดีเล่า”
“...”
จางจือซวี่
ชื่อนี้เปรียบดั่งสายฟ้าฟาด ทำให้คุกด้านนี้ระเบิดเสียงเอะอะโวยวายขึ้นมาทันที
“นางรู้จักจางจือซวี่จริงหรือ”
“ฟังจากคำพูดนี้แล้วความสัมพันธ์ก็ไม่ธรรมดา มิเช่นนั้นเหตุใดจะพานางไปหอบรรพชนได้”
“แต่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ผู้ที่สามารถไปมาหาสู่กับสกุลจางได้นั้น หากไม่ใช่ขุนนางผู้มีอำนาจและเสนาบดีคนสำคัญ ก็ต้องเป็นครอบครัวขุนนางผู้ทรงธรรม ดูนางสิ มิเห็นมีอะไรดี”
เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ขุนนางหลายนายในห้องไต่สวนก็พลอยแตกตื่น พากันเดินอาดๆ เข้ามา
ลู่ชิงหรงกำลังไม่รู้จะทำตัวอย่างไร พอหันไปเห็นที่พึ่ง ก็รีบโบกมือพลางร้องว่า “ท่านจาง ที่นี่มีคนบังอาจมาแอบอ้างเป็นญาติกับสกุลจาง ท่านรีบเข้ามาดูเร็วเข้า”