จบสิ้นแล้ว
เฉินเป่าซฺยางมองดูคนเดินมาแต่ไกล พลันรู้สึกเพียงพร่าเลือนตรงหน้า
ที่แห่งนี้เหตุใดจึงมีคนตระกูลจางอยู่จริง ๆ
-อย่ากลัวไป
ท่านพี่ใหญ่กระซิบบอกนางเสียงต่ำ
-จงจำแผนที่ข้าเคยบอกเจ้าไว้ก่อนหน้านี้
แผนการนั่นหรือ?
เฉินเป่าซฺยางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็ยังรู้สึกอ่อนเปลี้ยไปทั่วร่าง หากถูกจับได้ล่ะก็ข้าคงตายสถานเดียว
-เจ้าพึงท่องตามที่ข้าบอกก็พอ
ระหว่างที่พูดคุยกัน อีกฝ่ายก็ยืนอยู่หน้ารั้วคอกเรียบร้อยแล้ว
บุรุษหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาใช้ได้ ครั้นก้มมองดูนาง คิ้วขมวดแน่นเป็นปม “เมื่อครู่เจ้ากล่าวอะไรนะ?”
เฉินเป่าซฺยางสบตากับเขา รวบรวมความกล้าเล่าซ้ำ “คุณชายมาได้ถูกเวลา ข้าน้อยใคร่เรียนให้ท่านทราบ—งานเลี้ยงครานี้เป็นท่านจือซวี่ชวนข้ามาอย่างลับ ๆ การที่เขาไม่จดชื่อข้าลงในรายชื่อแขกเป็นเรื่องของเขา เหตุใดจึงต้องเอาผิดกับข้าด้วยเล่า?”
เสียงสูดลมหายใจเย็นเฉียบดังระงมทั่วบริเวณ
จางซีไหลพิศดูตรีที่อยู่เบื้องหน้าอย่างถ้วนถี่
หน้าตาละเอียดอ่อน เครื่องแต่งกายประหลาด สิ่งของอาภรณ์บนกายล้วนหยาบกร้านเกินเลย ราวกับนางหมายจะอวดโอ่ว่าตนมีเงิน หากแต่มองปราดเดียวก็รู้ว่ามิใช่บุตรีจากตระกูลร่ำรวย
——คนเช่นนี้ ถูกรับเชิญจากจางจือซวี่เป็นการส่วนตัวหรือ?
น้ำเสียงเขายิ่งเคร่งขึ้น “เจ้ามีหลักฐานอะไร?”
“คำพูดที่ข้าเจรจากับเขาเป็นการส่วนตัว จะเก็บหลักฐานอะไรไว้ได้” เฉินเป่าซฺยางเบ้ปาก “เขาบอกเรื่องนี้กับข้าหนึ่งวันก่อนงานเลี้ยงมงคลศิลาหางนก หากท่านไม่เชื่อ ก็เชิญถามจิ่วเฉวียนผู้ติดตามที่อยู่ข้างกายเขาเถิด”
ถึงกับรู้จักจิ่วเฉวียนอีก
จางซีไหลรู้สึกประหลาดใจ
เฉินเป่าซฺยางกล่าวอีกว่า “ข้าให้เขาเอาเทียบเชิญมาให้อย่างเป็นทางการ แต่เขาเรียกข้าให้โดยสารพาหนะไปด้วยกัน เช่นนั้นแล้วจะต้องใช้เทียบเชิญอะไรอีก—วันนั้นพาหนะออกจากประตูด้านทิศตะวันออกของจวนตระกูลจาง ไม่ใช่หรือที่พบกับท่านพอดี ท่านยังคารวะท่านผู้เฒ่าจาง ว่าหลังจากท่านคัดลายมือที่เขาให้เสร็จก็จะตามไป”
คำพูดนี้เป็นสิ่งที่เขากล่าวในวันนั้นจริง ขณะนั้นรอบข้างไม่มีผู้อื่น มีเพียงรถม้าของอาผู้เป็นน้อง
จางซีไหลชะงักงันเล็กน้อย พยักหน้า
เฉินเป่าซฺยางฉวยโอกาสยามไฟแรง “ระหว่างทางเขายังพูดกับข้าถึงท่านผู้เฒ่าจางน้อย ท่านคือผู้มีความสามารถที่สุดในหมู่รุ่นน้อง ตอนวันเกิดท่านเขาให้ปิ่นก็ด้วยหวังว่าท่านจะสอบติดอันดับต้น ๆ ได้เช่นกัน”
คำพูดนี้ทำให้จางซีไหลเชื่อสนิทใจ
คราวที่อาผู้เป็นน้องให้ของขวัญวันเกิดเขา คนอื่น ๆ ล้วนไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ยังว่าอาผู้เป็นน้องคงหมายให้เขาดูแลรูปลักษณ์มากขึ้น มีเพียงจางซีไหลเท่านั้นที่รู้ นั่นคือปิ่นหยกเขียวรูปกิเลนที่อาผู้น้อยสวมใส่คราได้ตำแหน่งที่สาม
“มาแต่ไกล เปิดประตูคุก”
ลู่ชิงหรงเห็นท่าไม่ดี รีบกล่าว “ช้าก่อน!”
นางหันไปยังขุนนางอีกท่านที่อยู่ข้าง ๆ “ใต้เท้าเซี่ย ท่านกับใต้เท้าจางสนิทกันแต่เด็ก หากใต้เท้าจางมีคนสนิทเช่นนี้ ท่านก็ต้องรู้จักนางด้วยกระมัง?”
เฉินเป่าซฺยางลอบคิดไม่ดี ผินหน้าไป มองเห็นขุนนางนางหนึ่งยืนกอดอกดูการละเล่นสนุกด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม “น้องสาวผู้นี้ข้าไม่เคยพบเห็น”
“ได้ยินหรือไม่?” ลู่ชิงหนงพลันมีกำลังใจวาจาทันที “วาจายั่วยวนของเจ้าหลอกท่านผู้เฒ่าจางน้อยได้ แต่หลอกใต้เท้าเซี่ยที่อยู่ข้างกายใต้เท้าจางทุกเมื่อเชื่อวันไม่ได้”
เสียแล้ว
เฉินเป่าซฺยางโอดครวญในใจ เรื่องนี้ควรรับมือเช่นไรดี?
-ไม่เป็นไร
ท่านพี่ใหญ่ยังคงสงบนิ่ง
-ตอบตามที่ข้าบอก
เฉินเป่าซฺยางหวั่นวิตกอย่างยิ่ง นิ้วมือขูดเสี้ยนไม้ที่รั้วคอกแล้วเอ่ยปากอีกครั้ง “ใต้เท้ามิเคยพบข้า แต่ข้าเคยพบใต้เท้ามาแล้ว”
“หรือ?” เซี่ยหลันถิงชะเง้อรับถ้วยชาที่ผู้คุมส่งมาให้ ปัดฟองพลางถาม “พบที่ไหน?”
“สวนสวิน”
“นี่คือจวนส่วนตัวของจางจือซวี่ ข้าไปบ่อย คนมากมายรู้” เขาจิบน้ำชา “จงกล่าวสิ่งที่คนอื่นไม่รู้บ้าง มิเช่นนั้น ข้าคงปกป้องเจ้ามิได้”
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนจ้องมองดูนาง ประหนึ่งว่าเพียงนางกล่าวผิดไปสักคำ ก็จะกรูเข้าจับนางส่งไปยังประตูอู่เหมินทันที
เฉินเป่าซฺยางกลืนน้ำลาย กล่าวซ้ำด้วยทีท่าเห็นแก่ความตาย “เดือนก่อนวันที่ยี่สิบ ใต้เท้าเซี่ยดื่มเหล้าชุนเจียงใต้ที่สวนสวินไปสามไหน้ำ เมามายจนวิ่งไล่ผู้อยู่ในงานเรียกท่านพ่อจนทั่ว”
“พรวด—” เซี่ยหลันถิงกระอักน้ำชาพุ่งพรวดออกมา
“พอหรือยัง?” นางถามอย่างประหม่า “หากยังไม่พอ ยังมีเมื่อเดือนเก้า ใต้เท้ามาที่สวนสวินกลางดึกเพื่อหาท่านผู้เฒ่าจาง บอกว่านางลำนำที่ท่านเลี้ยงไว้ห้าปีหนีตามนักดนตรีไป หัวอกเขียวขจีขัดใจ นอนไม่หลับ”
“แล้วก็เมื่อไม่กี่วันก่อน ใต้เท้ามาที่สวนสวินขอยืมเงินท่านผู้เฒ่าจางสามพันตำลึง ว่าจะให้เรือนวสันต์—”
“พอแล้ว” เซี่ยหลันถิงไอพลางยื่นมือเข้าไป ปิดปากเฉินเป่าซฺยางที่พูดไม่หยุด แล้วกัดฟันกล่าวเสียงต่ำ “เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร”
นั่นสิ
เฉินเป่าซฺยางลืมตาโตไร้เดียงสาพลางพึมพำในใจ ท่านพี่ใหญ่ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร!
ท่านพี่ใหญ่นิ่งเงียบ ดูท่าจะไม่คิดใยดีนาง
ทว่าคำพูดเหล่านี้พอเอ่ยออกไป ชนชั้นสูงทั้งหลายในที่นั้นก็จากกังขากลายเป็นเชื่อสนิทไม่คลางแคลง
เฉินเป่าซฺยางกับจางจือซวี่ มีมิตรสัมพันธ์ลึกซึ้ง
“เร็วเข้า รีบปล่อยตัวสตรีผู้นี้ก่อน” เจ้าหน้าที่รู้งานกรูกันเข้ามาตะเบ็งสั่งผู้คุม “ผู้ใดว่าแอบเข้ามาในงานเลี้ยง คุณหนูนี้เป็นแขกของตระกูลจางโดยชอบธรรม จะสงสัยผู้ใดก็มิอาจสงสัยนาง คุณหนูบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
“ข้าดูออกแต่แรกแล้วว่าคุณหนูเฉินไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ มีแต่คนตระกูลลู่เท่านั้นที่ยั่วยุอยู่ร่ำไป” มีชนชั้นสูงเข้ามาโอบแขนนาง “ออกไปดื่มสุราสักเล็กน้อยพอดี เป็นการชำระโชคชะตาพาล”
“สุรานี้อย่างไรเสียก็ควรให้ข้าเป็นเจ้ามือ เมื่อคราก่อนเป่าซฺยางให้ขนมอบข้ามา รสชาติดียิ่ง พวกเราต่างตอบแทนกัน ข้าเชิญท่านกินอาหารใหม่ที่ภัตตาคารจุยสิงโหลว”
คนหลายคนบ้างก็ดึงมือนาง บ้างก็กระชากแขนเสื้อนาง ผลักไสดึงดันไปมา กระแทกลู่ชิงหนงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เสียจนซวนเซ
ลู่ชิงหนงตกที่นั่งลำบาก กระฟัดกระเฟียดรวบชายกระโปรงหมายจะไป
“โอ๊ยคุณหนูลู่” เฉินเป่าซฺยางเรียกนางไว้ “มิเช่นนั้นข้าเลี้ยงสุราท่านไหมเล่า ถือว่าเป็นการขอบคุณที่ช่วยกล่าววาจาด้วย จึงได้พ้นจากการทนทุกข์ในคุก”
เจ้าดูลักษณะคนดีใจจนเหิมเกริมนี้สิ!
ลู่ชิงหนงถูกยั่วยวนจนโกรธแทบบ้า หันหน้าหนีไม่มอง “ไม่จำเป็น ขาดข้าไป คนหลอกลวงอย่างเจ้าก็จะหลอกเหล่าคนโง่ได้อยู่”
กล่าวพลางก็หัวเราะเย็น “เจ้าจงภาวนาให้คำลวงนี้คงอยู่ชั่วชีวิตเถิด มิเช่นนั้น จะมีคราวที่เจ้าตายอย่างน่าอนาถ”
ทุกคนหัวเราะลั่น หยอกล้อว่าลู่ชิงหนงนี้โกรธจนเสียอาการ มีท่านผู้เฒ่าจางน้อยและใต้เท้าเซี่ยเป็นพยาน เฉินเป่าซฺยางจะเป็นผู้ลวงหลอกได้อย่างไร
เฉินเป่าซฺยางก็หัวเราะตาม เพียงแต่หัวเราะไปหัวเราะมากลับอยากร่ำไห้
-ท่านพี่ใหญ่
นางถามในใจอย่างเงียบงัน
-หากภายหน้าพบผู้ที่รู้จักจางจือซวี่เป็นอย่างดี รู้เรื่องของเขายิ่งกว่าพวกเรา ข้าคงต้องเผยไต๋สินะ?
-ไม่
-จะไม่เผยไต๋หรือ?
-ข้าหมายถึง—
จางจือซวี่รับรู้ถึงความตื่นตระหนกของร่างแปลกถิ่นนี้ สงบนิ่งใช้ดวงตาของนางมองดูประตูคุกเบื้องหน้า
-ใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้จักรื่องของเขาไปกว่าข้า