บุตรชายคนนี้ ช่างเหี้ยมเกินไปแล้ว
ไม่มีเค้าความสุภาพอ่อนโยนและมารยาทงดงามอย่างในวันวานหลงเหลืออยู่เลย
เหลียงเหวินคังน้ำตานองหน้า เขากุมมือซ้ายที่โชกเลือด เงยหน้ามองเหลียงอวี่หวง
“อย่า อย่าทุบอีกเลย”
“เราเซ็น...เราเซ็นชื่อ ประทับตรา”
หากเขายังดึงดันต่อไป เกรงว่าบุตรชั่วผู้นี้คงต้องตีเขาจนพิการเป็นแน่
เหลียงอวี่หวงเปลี่ยนไปจริง ๆ
เย็นชาไร้หัวใจถึงเพียงนี้!
เขาคล้ายจักรพรรดิผู้ไร้ความรู้สึกมากขึ้นทุกที
เหลียงอวี่หวงโบกมือ ชายสองคนนั้นจึงปล่อยเหลียงเหวินคังแล้วถอยออกไป
เฉิงเฟิงคลี่พระราชโองการออกอีกครั้ง แล้วยื่นพู่กันให้เหลียงเหวินคัง
เหลียงเหวินคังแขนสั่นเทา กว่าจะลงนามของตนบนพระราชโองการได้ก็แสนยากเย็น จากนั้นเหลียงอวี่หวงก็สั่งให้คนนำตราหยกมา
มือของเหลียงเหวินคังสั่นระริก เขาหยิบตราหยกขึ้นมาแล้วประทับลงไปอย่างสั่นเทา
ทุกสิ่งเป็นอันสิ้นสุดลง
หัวใจที่เฉิงเฟิงเฝ้าลุ้นจนแทบไม่กล้าหายใจ ในที่สุดก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลงอย่างสิ้นเชิง
เขารวบพระราชโองการเก็บอย่างระมัดระวัง แล้วซ่อนไว้ในอกเสื้อ...
เหงื่อผุดขึ้นเต็มตัวเหลียงเหวินคัง เขาหอบหายใจพิงหัวเตียง พลางเงยหน้ามองเหลียงอวี่หวง “ทุกอย่างเป็นไปตามที่เจ้าคาดไว้ เราทำตามแต่โดยดีแล้ว เจ้า...เจ้าจะไว้ชีวิตเรา ให้เราออกจากวังไปเลือกสถานที่ดี ๆ เพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบได้หรือไม่?”
เหลียงอวี่หวงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเยาะ
แววตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “คนเช่นเจ้า คู่ควรกับชีวิตเช่นนั้นหรือ?”
สีหน้าเหลียงเหวินคังเปลี่ยนไป “เจ้าไม่ได้บอกว่าจะไม่สังหารเราหรือ? เหลียงอวี่หวง หรือเจ้าหลอกเรา? ที่แท้ก็เพียงต้องการให้เราลงนามประทับตราบนพระราชโองการฉบับนี้หรือ?”
