ระหว่างเอ่ยวาจา นางเผลอขึ้นเสียงโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น เหลียงเหวินคังกับฮองเฮาเซียวที่อยู่ภายในตำหนักบรรทมจึงได้ยินถ้อยคำของเหลียงหนีหวงอย่างชัดเจน
ฮองเฮาเซียวกระตุกแขนเสื้อเหลียงเหวินคัง ก่อนถามอย่างตื่นเต้นว่า “หนีหวงให้อภัยหม่อมฉันแล้วหรือเพคะ?”
เหลียงเหวินคังถอนหายใจอย่างโล่งอก สีหน้าพลันเบิกบานขึ้น
“นางพูดเช่นนี้แล้ว ย่อมให้อภัยเจ้าเป็นแน่ ดี ดีจริง ๆ หนีหวงช่างเป็นเด็กดี รู้ความและว่านอนสอนง่ายเสียจริง...”
ฮองเฮาเซียวอดสะอื้นออกมาอีกสองครั้งไม่ได้
เหลียงเหวินคังเห็นนางร้องไห้ก็ปวดใจยิ่งนัก เขาขมวดคิ้วแล้วถามเสียงเบาว่า “หนีหวงให้อภัยเจ้าแล้ว เหตุใดยังร้องไห้อีก?”
ฮองเฮาเซียวหัวเราะคิกคัก ดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว “หม่อมฉันดีใจเพคะ ฝ่าบาท โปรดให้นางเข้ามาเถิด หม่อมฉันแทบรอพบหนีหวงไม่ไหวแล้ว”
เหลียงเหวินคังลูบแก้มนวลของนาง พลางยิ้มแล้วพยักหน้า
จากนั้นจึงให้คนไปเรียกเหลียงหนีหวงเข้ามา
เซียวจื่ออวี้ข่มความสงสัยในใจไว้ แล้วตามเหลียงหนีหวงเข้าไปด้วย
เหลียงหนีหวงก้าวเข้าไปในห้องบรรทม ดวงตาแดงก่ำ นางเดินไปตรงหน้าฮองเฮาเซียวแล้วคุกเข่าลง
“เสด็จแม่ เป็นลูกที่เอาแต่ใจ ทำให้เสด็จแม่ถูกกักบริเวณอยู่เนิ่นนาน ทั้งยังหมดสติไปอีก ลูกทราบเรื่องแล้วเป็นห่วงพระวรกายของเสด็จแม่ยิ่งนัก จึงไม่สนใจความขุ่นเคือง รีบมาหาเสด็จแม่เพคะ”
ฮองเฮาเซียวตื่นเต้นจนอยากเลิกผ้าห่มลงจากเตียง เหลียงเหวินคังรีบห้ามนางไว้
