พวกนางรอคอยวันนี้มาไม่รู้เนิ่นนานเพียงใด รอจนแทบชะเง้อคอคอย ไม่คิดเลยว่าในที่สุดรัชทายาทจะยอมเปิดปาก และคิดจะรับพระชายารัชทายาทเสียที
หลายตระกูลเริ่มเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ
ตระกูลสือ
สือชิงเหยียนเข้ามาในห้องหนังสือของสือเทียนเฮ่อ นางไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงยกชายกระโปรงขึ้น ดวงตาแดงก่ำ ก่อนคุกเข่าลงตรงหน้าสือเทียนเฮ่อ
สือเทียนเฮ่อเงยหน้าจากโต๊ะหนังสือ มองสือชิงเหยียน
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย พลางถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ชิงเหยียน เจ้าทำอะไรเช่นนี้ พื้นเย็นนัก ลุกขึ้นเร็วเข้า...”
สือชิงเหยียนเม้มริมฝีปาก ดวงตาพราวด้วยหยาดน้ำตา นางเงยหน้ามองสือเทียนเฮ่อ
“ท่านพ่อ ลูกมีเรื่องหนึ่งอยากขอร้อง ไม่ทราบว่าท่านพ่อจะยอมให้โอกาสลูกหรือไม่เจ้าคะ?”
สือเทียนเฮ่อยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วที่ปวดล้าเล็กน้อย
“ลองว่ามาสิว่าเจ้าจะขอเรื่องใด”
สือชิงเหยียนเม้มริมฝีปาก ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ท่านพ่อได้ยินข่าวจากจวนรัชทายาทหรือไม่เจ้าคะ? พวกเขาพูดกันว่าครานี้รัชทายาทจะเลือกพระชายารัชทายาท”
เมื่อสือเทียนเฮ่อได้ยิน สีหน้าพลันหม่นคล้ำลง
ความอ่อนโยนในแววตาของเขามลายสิ้น เขามองสือชิงเหยียนอย่างเย็นชา “ถึงบัดนี้เจ้ายังไม่ตัดใจจากรัชทายาทอีกหรือ?”
ดวงตาของสือชิงเหยียนแดงก่ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“ท่านพ่อ ลูกก็เป็นคน หัวใจลูกเป็นเลือดเนื้อ จะให้ลืมคนที่รักจริง ๆ ได้อย่างไร? แต่ก่อนรัชทายาทไม่ยอมแต่งภรรยาหรือรับอนุ ลูกย่อมตัดใจจากความคิดนั้น ทว่าบัดนี้รัชทายาทยอมเปิดปากแล้ว ทั้งยังคิดจะเลือกพระชายารัชทายาท หัวใจที่ตายด้านของลูกจึงกลับมาลุกโชนอีกครั้ง”
