สีหน้าของท่านกั๋วกงเมิ่งซีดขาว พลันนึกถึงภาพเมื่อครั้งแรกที่ได้พบฮองเฮาเซียวเมื่อหลายปีก่อน
ยามนั้นฮองเฮาเซียวเป็นเพียงกุ้ยเหรินตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งในวังหลัง
แม้นางจะเป็นเพียงกุ้ยเหริน แต่กลับได้รับพระเมตตาจากฮ่องเต้อย่างล้นเหลือ เพื่อเอาใจนาง ฮ่องเต้แทบไม่ไว้พระพักตร์ฮองเฮาองค์ก่อนเลย เมื่อท่านกั๋วกงเมิ่งทราบเรื่อง ย่อมสงสารฮองเฮาองค์ก่อน จึงหาโอกาสเข้าใกล้เซียวไต้ หมายจะกล่าวเตือนนางสักสองสามคำ
ครั้งนั้นเขากล่าวกับนางว่า “ศักดิ์ศรีของมารดาแห่งแคว้นเหลียง มิอาจให้ผู้ใดมาลบหลู่หรือล่วงเกิน หากเจ้ายังกล้าใช้เล่ห์กลใส่ร้ายฮองเฮา เพื่อยุแยงความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับฮองเฮาอีก ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าผลของการกระทำนั้นเป็นเช่นไร”
หลังจากนั้น เขาก็หาเหตุลงโทษให้นางคุกเข่า
เวลานั้นตระกูลเมิ่งมีอำนาจล้นฟ้า เหลียงเหวินคังเพิ่งขึ้นครองราชย์ รากฐานยังไม่มั่นคง นางจึงคุกเข่าอยู่เกือบตลอดทั้งคืน โดยไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาพานางกลับตำหนัก
การคุกเข่าครั้งนั้นทำให้นางล้มป่วย
เหลียงเหวินคังเองก็ไม่ได้เรียกนางเข้าเฝ้าปรนนิบัติตลอดหลายเดือน
นางผ่านวันเวลาอันยาวนานและสิ้นหวัง ทุกข์ทรมานจนยากจะทน
เมื่อนึกถึงวันเวลาอันขมขื่นแสนทรมานเหล่านั้น ความเย็นชาในดวงตาของฮองเฮาเซียวก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นทีละน้อย
นางจะไม่ใจอ่อน ยอมปล่อยผู้ใดในตระกูลเมิ่งไปอีกเป็นอันขาด
ครานี้นางจะส่งคนทั้งตระกูลเมิ่งลงนรกให้หมดสิ้น ไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีก
“ทหาร! คนผู้นี้ล่วงเกินข้า โทษไม่อาจอภัยได้ จงลากตัวไปโบยจนตายเดี๋ยวนี้ หากผู้ใดกล้าขัดขวาง จงลงโทษประหารให้หมด...” ดวงตาฮองเฮาเซียวเต็มไปด้วยจิตสังหาร รอยยิ้มที่มุมปากเลือนหาย ก่อนออกคำสั่งอย่างเย็นชา
