“เด็กอายุสิบขวบทำอะไรได้เล่า ข้าไม่รู้ว่าเด็กสิบขวบบ้านพวกท่านทำอะไรได้ ข้ารู้เพียงว่าตอนท่านพ่อของข้าอายุสิบขวบ ท่านทำสิ่งใดไว้บ้าง ท่านแบกรับความโศกจากการสูญเสียบิดามารดาเพียงลำพัง ไม่แยแสผู้อาวุโสในตระกูลที่ขัดขวาง ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวมุ่งหน้าสู่สนามรบ…นับแต่นั้นมา ท่านพ่อของข้าก็ก้าวทีละก้าว บุกเบิกทางเลือดบนสมรภูมิออกมา”
“ตลอดสามสิบกว่าปี ท่านพ่อสร้างความดีความชอบในการศึกไว้นับไม่ถ้วน ข้าอยากถามพวกท่านสักคำ ความดีความชอบเหล่านี้ยังไม่พอจะแสดงอีกหรือว่าท่านพ่อได้ทำคุณูปการอันไม่มีวันเลือนต่อบ้านเมืองและราษฎรเพียงใด ท่านยังต้องสังเวยชีวิตของตนและของกองทัพตระกูลหยุน เพื่อไปสร้างความดีความชอบอื่นใดอีกหรือ ความดีความชอบใหญ่หลวงเพียงไร หากไร้ชีวิตไว้รับ แล้วความดีความชอบนั้นจะมีประโยชน์อันใด”
ถ้อยคำเหล่านี้ดังสะท้านหู ทุกคำทุกประโยคราวกับคมมีดที่แทงเข้าไปถึงส่วนลึกในใจของราษฎรเหล่านั้น
บางคนเริ่มกลั้นไม่อยู่ สะอื้นร้องไห้ออกมา
“จริงด้วย คุณหนูสี่พูดไม่ผิดเลย ตระกูลหยุนสั่งสมความดีความชอบไว้นับไม่ถ้วนแล้ว พวกเขาจะโง่เง่าไปรนหาที่ตายเพียงเพื่อความดีความชอบเล็กน้อยนี้ได้อย่างไร”
“ใช่แล้ว เรื่องนี้มันไม่สมเหตุสมผลเลย ความดีความชอบใหญ่เพียงไร หากสิ้นชีวิตแล้วจะมีประโยชน์อันใด”
“ฮือ ๆ แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินไม่ใช่คนเช่นนั้น ในใจท่านมีพวกเราราษฎรอยู่ ท่านตายเพราะปกป้องพวกเราราษฎรแท้ ๆ”
