หยุนเฟิงมองการโจมตีที่ดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ เบื้องล่างกำแพงเมือง ในที่สุดก็เลิกลังเล เขาพยักหน้ารับช้า ๆ
หลังหยุนเฟิงจากไป หยุนหลวนหันไปสั่งเฮยอี้ ให้เขานำทหารเฝ้าป้องกันบนกำแพงเมืองต่อไป อย่าให้ทหารแคว้นเหลียงปีนขึ้นมาได้
เฮยอี้ขานรับ ก่อนกำชับเหล่าทหารให้เพิ่มการป้องกัน ห้ามทหารแคว้นเหลียงคนใดปีนขึ้นมาเด็ดขาด
หยุนหลวนถอดเสื้อคลุมที่สวมทับอยู่ เผยให้เห็นเกราะศึกสีเงินขาว
นางฉีกผ้าสีขาวผืนหนึ่งจากชายเสื้อ แล้วพันรอบหน้าผาก
ผมยาวสีดำสนิทถูกรวบขึ้นสูง พลิ้วไหวไปตามแรงลมเหนือ
นางยืนตระหง่านอยู่บนกำแพงเมือง ทอดสายตามองแสงสุดท้ายของวันที่ค่อย ๆ ลาลับขอบฟ้า
แสงสนธยาสีส้มทองทาบลงทั่วร่าง
นางกำทวนไว้ในมือ สายตาคมกริบจับจ้องฝูงชนมืดทะมึนที่ทะลักเข้ามาใต้ประตูเมือง ก่อนเอ่ยว่า “ถึงเวลาเริ่มศึกแล้ว ศึกที่แท้จริง ในที่สุดก็เปิดฉากขึ้นเสียที”
เฮยอี้มองออกว่านางคิดจะทำสิ่งใด สีหน้าพลันเคร่งขรึมลง “องค์หญิง ท่านจะเปิดประตูเมืองออกไปต่อสู้ด้วยพระองค์เองหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หยุนหลวนพยักหน้าโดยไม่ปฏิเสธ ใบหน้าเปี่ยมด้วยความไม่หวั่นเกรง
“มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นจึงจะดึงความสนใจของพวกมันมาได้ ช่วยให้พี่รองของข้ามีเวลามากขึ้น ทั้งยังบรรเทาแรงกดดันที่ทหารต้องเผชิญจากการโจมตีกำแพงเมือง...”
เฮยอี้รีบเสนอตัว “ให้ข้าน้อยไปเถิด ให้ข้าน้อยไปล่อความสนใจของพวกมันเอง”
หยุนหลวนหันไปมองเฮยอี้อย่างเรียบเฉย “เฮยอี้ พวกเรารู้จักกันมานานถึงเพียงนี้ เจ้าน่าจะรู้จักนิสัยของข้าดี เมื่อข้าตัดสินใจแล้ว ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนใจข้าได้”
