ฟู่จืออวี้มีแต่ความตื่นตะลึงอยู่ในแววตา นางมองเฝิงซู่ชิงกับเฝิงอวี้อย่างลนลาน
ใบหน้าของเฝิงอวี้ซีดเขียว เขาชี้หน้าฟู่จืออวี้ พลางตวาดตำหนิอย่างอดไม่อยู่ “สันดานหมาแก้ไม่หาย กินอุจจาระเป็นนิจ เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าจะไม่อยู่สุข? ถึงกับคิดเพ้อฝันจะยุยงให้ท่านน้าของเจ้ามาก่อเรื่องกับชิงเอ๋อร์เพราะเจ้าอีกหรือ”
“ยังดีที่นางไม่ได้รับปากเจ้า หากนางหลงผิดเข้าข้างเจ้าอีกครั้ง ข้าจะจับเจ้าน้าหลานคู่นี้โยนออกจากตระกูลเฝิงทันที”
เขารู้อยู่แล้วว่าฟู่จืออวี้คนนี้ไม่อยู่นิ่ง หลายวันมานี้จึงคอยระวังนาง ไม่ยอมให้นางไปพบฮูหยินเฝิง
ไม่คาดคิดว่าวันนี้นางจะฉวยโอกาสได้
คนที่มีเจตนาร้ายเช่นนี้ เขาไม่วางใจให้นางเข้าวังจริง ๆ
เฝิงอวี้มองเฝิงซู่ชิงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ชิงเอ๋อร์ เจ้าอย่าปล่อยให้นางเข้าวังเป็นอันขาด มิฉะนั้นนางต้องลอบทำร้ายเจ้าแน่”
เฝิงซู่ชิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนคลี่ยิ้มบางเบา
“พระบัญชาของฝ่าบาทประกาศออกมาแล้ว จะกลับคำได้อย่างไร”
“อีกอย่าง หากให้นางอยู่ข้างนอกวัง ข้าก็ไม่วางใจ”
นางเกรงว่าเมื่อตนเข้าวังแล้ว ฟู่จืออวี้จะก่อเรื่องอื่นขึ้นมาอีกเพราะเรื่องเข้าวัง ถึงเวลานั้นนางคงเอื้อมมือไปจัดการไม่ถึง และยิ่งรับมือฟู่จืออวี้ได้ยาก
ในเมื่อนางรู้แล้วว่าฟู่จืออวี้เป็นคนไม่อยู่นิ่ง มิสู้จับตาดูคนผู้นี้ไว้ใกล้ ๆ
หากนางเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย เฝิงซู่ชิงจะไม่ละเว้นเป็นอันขาด จะจัดการนางให้สิ้นซาก ไม่เปิดโอกาสให้นางดิ้นรนเฮือกสุดท้ายอีก
