ตงเคอรู้สึกแสบจมูกจนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ นางส่ายหน้าช้า ๆ “ข้าไม่แค้นแล้ว... เขาว่ากันว่าคนตายก็เหมือนตะเกียงดับ เมื่อคนจากไปแล้ว ต่อให้ข้าแค้นต่อไป จะมีประโยชน์อันใด?”
“อีกอย่าง เขาเองก็ถูกบีบบังคับ ข้าไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเรื่องในอดีต คนเราต้องมองไปข้างหน้า... เขาอาจเป็นด่านหนึ่งในชีวิตข้า เมื่อข้ามด่านนี้มาได้ ชีวิตข้าก็ควรเริ่มต้นบทใหม่แล้ว”
ตงเคอไม่ได้อยู่กับหยุนหลวนนานนัก
หลังเอ่ยจบ นางบีบนิ้วมือของหยุนหลวนเบา ๆ จากนั้นกำชับเซียวถิงเยี่ยนให้ดูแลหยุนหลวนให้ดี แล้วจึงหันหลังเดินออกจากห้องไป
หยุนหลวนเดินตามออกไปติด ๆ
นางยืนอยู่บนขั้นบันได มองร่างของตงเคอที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไปอย่างเหม่อลอย
นางตะโกนเสียงดังว่า “พี่สะใภ้ใหญ่... ขอให้ชีวิตภายภาคหน้าของท่านได้โบยบินอย่างอิสระ ไร้พันธนาการ ทะยานสู่เวหา”
ฝีเท้าของตงเคอชะงัก นางค่อย ๆ หันกลับมามองหยุนหลวน
จากนั้นนางเม้มปาก ยิ้มบางเบา
“ย่อมเป็นเช่นนั้น ข้าจะใช้ชีวิตให้เป็นของตนเอง... ข้าจะพาน้องห้าไปด้วย ข้าจะเลี้ยงดูเขาให้เป็นอ๋องแม่ทัพคนใหม่ของหนันฉูในวันหน้า”
หยุนหลวนพยักหน้าช้า ๆ ทั้งดวงตาพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตา
ตงเคอจากไปแล้ว
นางพาหยุนหวยออกจากเมืองหลวงไปด้วย
ก่อนจากไป หยุนหวยมาพบหยุนหลวนครั้งหนึ่ง ทว่าเขาไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงคุกเข่าลงเบื้องหน้านาง โขกศีรษะคำนับ แล้วจากไปโดยไม่กล่าวสักคำ
หยุนหลวนรู้ดีว่า หลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า
