สือชิงเหยียนมีแววตาตื่นตะลึง นางรีบเลิกม่านรถม้าแล้วดึงเหลียนซินขึ้นมา
เมื่ออยู่ในรถม้าอันอบอุ่น เหลียนซินก็ร่ำไห้คร่ำครวญด้วยความน้อยใจทันที “คุณหนู บ่าวเกือบตายแล้ว… บ่าวเกือบไม่ได้พบคุณหนูอีกแล้ว”
แววตาของสือชิงเหยียนเต็มไปด้วยความละอายใจ นางรีบดึงเหลียนซินให้นั่งผิงเตาไฟด้วยกัน
“รีบมาผิงไฟให้อุ่นเถิด… ตลอดทางที่ผ่านมา เจ้าเดินทางมาได้อย่างไร?”
เหลียนซินสะอื้นไห้ ตอบกลับอย่างน่าสงสารยิ่ง “นอกจากรถม้าคันนี้แล้ว คนอื่นล้วนขี่ม้ากันทั้งสิ้น บะ…บ่าวไม่มีทางเลือก จึงต้องร้องขอให้พี่ชายองครักษ์คนหนึ่งพาบ่าวนั่งม้าตัวเดียวกับเขา”
“ใครจะรู้ว่าพี่ชายองครักษ์เห็นบ่าวถูกรังแกง่าย จึงฉวยโอกาสลวนลามบ่าวบนหลังม้าตลอดทาง ร่างกายของบ่าวแทบถูกเขาลูบคลำไปทั่วแล้ว ฮือ ๆ คุณหนู บ่าวเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ แต่เกือบถูกเขาย่ำยีเสียแล้ว”
“หากไม่คิดถึงคุณหนู บ่าวคงเอาศีรษะโขกให้ตายไปแล้ว ต่อให้บ่าวต่ำต้อยเพียงใด ก็ยังเป็นสาวใช้ข้างกายของคุณหนู องครักษ์ผู้นั้นกล้าดีอย่างไรถึงได้…ถึงได้ดูหมิ่นบ่าวเช่นนี้? คุณหนูต้องทวงความเป็นธรรมให้บ่าวนะเจ้าคะ มิฉะนั้นต่อไปบ่าวจะเอาหน้าไปพบผู้คนได้อย่างไร?”
นางร้องไห้จนแทบขาดใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม มือกำมือสือชิงเหยียนไว้แน่นราวกับกำลังเกาะขอนไม้ที่ลอยอยู่กลางน้ำ
หากสือชิงเหยียนไม่รับปาก นางก็จะเอาศีรษะโขกให้ตาย
สมองของสือชิงเหยียนขาวโพลน นึกไม่ถึงว่าเหลียนซินจะประสบเรื่องเช่นนี้
ชั่วขณะหนึ่งนางลนลาน ไม่รู้ว่าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร
“เหลียนซิน…ทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว เป็นข้าที่ไม่ดีเอง บัดนี้ยังไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงเป็นเช่นไร เจ้าทนไปก่อนสักระยะได้หรือไม่? รอจนกว่าฝ่าบาทจะปลอดภัย แล้วเมื่อมีโอกาสเหมาะสม ข้าจะทวงความเป็นธรรมให้เจ้าและลงโทษองครักษ์ผู้นั้นอย่างหนัก ดีหรือไม่?”
