ทั่วร่างของนางอ่อนแรงจนต้องฟุบอยู่บนหมอนนุ่ม “ฝ่าบาท หม่อมฉันเหนื่อยเหลือเกิน ไม่ค่อยอยากทำอาหารแล้วเพคะ มิสู้ฝ่าบาททำอาหารให้หม่อมฉันเสวยดีหรือไม่?”
หลังกล่าวจบ นางก็มองเหลียงเหวินคังอย่างกระวนกระวาย รอดูว่าเขาจะมีปฏิกิริยาเช่นไร
ไม่ว่าเมื่อครั้งยังเป็นองค์ชาย หรือยามขึ้นครองราชย์แล้ว เหลียงเหวินคังเคยเข้าครัวเสียที่ไหน เคยทำอาหารอันใดบ้าง
ที่เซียวไต้เอ่ยเช่นนี้ ก็เพื่อลองหยั่งเชิงว่าเหลียงเหวินคังถูกพิษกู่ควบคุมญาณจริงหรือไม่
นางเพ่งมองดวงตาของเหลียงเหวินคังเช่นนั้น
เหลียงเหวินคังไม่ลังเลแม้แต่น้อย พลันตอบว่า “ได้ เจิ้นจะไปห้องครัวเล็กเดี๋ยวนี้ ลงมือทำอาหารให้เจ้าเอง”
เขาไม่มีท่าทีลังเล รีบลุกจากแท่นบรรทม สวมอาภรณ์ด้วยตนเอง ก่อนก้าวออกไปด้านนอก
เหล่าข้าหลวงที่เฝ้าอยู่นอกตำหนักเห็นเหลียงเหวินคังออกมา ต่างพากันคุกเข่าคารวะ
“ฝ่าบาท...”
“ห้องครัวเล็กของตำหนักหนีหวงอยู่ที่ใด?” เหลียงเหวินคังถาม
แววตาของเหล่าข้าหลวงเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าฮ่องเต้จะถามเช่นนี้ พวกเขานิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนเงยหน้าชี้ไปยังทิศทางของห้องครัวเล็ก
สีหน้าของเหลียงเหวินคังไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย เขากล่าวเสียงเรียบว่า “นำทางเจิ้นไป”
เหล่าข้าหลวงยิ่งหวาดผวา ทว่าไม่กล้าขัดพระประสงค์ของเหลียงเหวินคัง จึงได้แต่ฝืนใจรับคำ แล้วพาเขามุ่งหน้าไปยังห้องครัวเล็ก
เซียวไต้เลิกคิ้ว เดินไปถึงประตูตำหนัก มองแผ่นหลังของเหลียงเหวินคังที่กำลังมุ่งหน้าไปห้องครัวเล็ก
นางอดหัวเราะพรืดออกมาไม่ได้ “ดูท่ากู่ตัวนี้จะฝังสำเร็จแล้วจริง ๆ?”
