เขาทรุดโทรมจนถึงขีดสุด เซถลาไปสองสามก้าว ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ด้านหลังอย่างคนจิตใจเลื่อนลอย
เขาก้มมองกำปั้นของตน แล้วอดหัวเราะเสียงต่ำออกมาไม่ได้
“ฮ่า ๆ ๆ…ข้ามีชีวิตมาจนปูนนี้แล้ว ไม่คิดเลยว่าจะได้พบคนที่ไม่กลัวตายจริง ๆ”
“อาจวิน…นางช่างเหมือนเจ้าเสียจริง เมื่อก่อนเจ้าเองก็เคยมองข้าด้วยสายตาไม่หวั่นแม้ความตายเช่นนี้ เจ้ายอมตายเสียยังดีกว่าจะอยู่กับข้า…จนสิ้นใจ เจ้าก็ยังคงแค้นข้า”
“หากข้าตกนรกจริง ๆ เกรงว่าเจ้าคงไม่อยากพบข้า แล้วไม่ว่าบนสวรรค์หรือในโลกมนุษย์ ข้าก็จะไม่มีโอกาสพบเจ้าอีกใช่หรือไม่?”
แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงของเขาพลันค้อมงอลง
ราวกับแก่ชราลงไปกว่าสิบปีในชั่วพริบตา
รอบกายแผ่ซ่านด้วยความเศร้าโศกอันเข้มข้นที่ไม่อาจสลาย
หยุนหลวนกุมลำคอ ไอเสียงแผ่ว…แววตานางทอดมองเซิ่งกุยอย่างเวทนา
“ไม่คิดเลยว่าคนอย่างเจ้าจะรักใครเป็นด้วย?”
“คนที่ถูกเจ้ารัก ช่างโชคร้ายเหลือเกิน”
ดวงตาเซิ่งกุยแดงก่ำ เขาจ้องหยุนหลวนเขม็ง “เจ้าจะไปรู้อะไร? เจ้าไม่รู้อะไรเลย…ที่จริงอาจวินชอบข้าตั้งแต่แรก เหลียงเหวินคังนับเป็นสิ่งใด? อดีตรัชทายาทนับเป็นตัวอะไร?”
“พวกเขาล้วนเป็นเพียงตัวแทนของข้าเท่านั้น อาจวินรักแล้วไม่ได้ครอบครอง จึงไปหาพวกเขามาเติมเต็มความว่างเปล่าในใจ หากตอนนั้นข้าหันกลับไปมองนางสักนิด ยื่นมือช่วยนางสักหน่อย บางทีนางอาจเปลี่ยนใจแล้วจากไปกับข้าก็เป็นได้ เป็นข้าเอง เป็นข้าที่หลงใหลในอำนาจ ทะเยอทะยาน มุ่งแต่แย่งชิงอำนาจผลประโยชน์…”
