เซิ่งกุยรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เขาพยุงกายลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก กำแพงแน่นหนาที่ก่อขึ้นในใจเริ่มปริร้าวลงทีละน้อยในชั่วขณะนี้
“หลู่ฉี บอกข้ามาตามตรง...เจ้าปรุงยาถอนพิษได้แล้วจริงหรือ? พิษกู่ในร่างของหยุนหลวนถูกถอนออกจนหมดแล้วหรือไม่?”
“หรือว่าเจ้ากำลังแสร้งทำเป็นลึกลับอยู่ที่นี่ คิดหลอกลวงข้าเพื่อชิงยาถอนพิษในมือข้าไป?”
หมอเทวดาหลู่หัวเราะเยาะ ในดวงตาเปี่ยมด้วยความดูแคลนและเย้ยหยัน
“เซิ่งกุยเอ๋ย เซิ่งกุย เจ้าช่างแพ้ไม่เป็นเสียจริง...ท่าทางไร้ยางอายเช่นนี้ น่ารังเกียจยิ่งนัก ข้าคร้านจะพูดกับเจ้าให้มากความ...ยามนี้เจ้าไร้ค่าแล้วไม่ต่างจากโคลนตมบนพื้น มีแต่ต้องปล่อยให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ”
“ขันทีเฉิง สั่งลงไป ตัดนิ้วชี้มือขวาของเซิ่งกุยเสีย...มิใช่เขาภาคภูมิใจในวิชากู่ของตนที่สุดหรือ? เมื่อมือไม่สมบูรณ์ ข้าจะคอยดูว่าเขายังจะภาคภูมิใจได้อย่างไร นับแต่วันนี้ไป ตัดนิ้วเขาวันละนิ้ว...เมื่อตัดนิ้วมือหมดแล้ว ก็ตัดนิ้วเท้า...ครั้นนิ้วเท้าถูกตัดหมดแล้ว ค่อยส่งเขาไปปรโลก”
เฉิงซื่อรับคำทันที ก่อนหันไปสั่งผู้คุมให้ทำตามที่หมอเทวดาหลู่กล่าว
ผู้คุมรับคำสั่งแล้วก้าวเข้ามา กดเซิ่งกุยลงกับพื้นและตรึงมือขวาของเขาไว้
แววตาของเซิ่งกุยเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาเงยหน้าตะโกนใส่หมอเทวดาหลู่อย่างโกรธเกรี้ยว “หลู่ฉี เจ้าคนต่ำช้าไร้ยางอาย กล้าลงมือกับข้าก็ลองดู! ฝ่าบาทไม่มีทางปล่อยให้เจ้าทำตามใจชอบ...ทุกสิ่งที่ข้าทำล้วนทำเพื่อฝ่าบาท พระองค์ทรงเข้าใจดีกว่าผู้ใด”
