วันรุ่งขึ้น ฮองเฮาสวมอาภรณ์สีเรียบ ภายใต้การประคองของเซียวเสวียนโม่ ค่อย ๆ ก้าวออกจากตำหนักเฟิ่งหลวน
ครั้นก้าวพ้นประตูวังบานนี้ นางก็หยุดยืนช้า ๆ ก่อนหันกลับไปมองตำหนักสูงตระหง่าน
แววตาของนางสงบนิ่งดุจผืนน้ำ ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย
นางถอนหายใจเบา ๆ สีหน้าเปี่ยมด้วยความหวัง ก่อนขึ้นรถม้าและจากวังหลวงที่กักขังนางมานานถึง 20 ปี
นางพำนักอยู่ในจวนโม่อ๋องได้ไม่นาน พักผ่อนเพียงครู่หนึ่งก็ออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าไปยังอารามที่ไทเฮาประทับอยู่ นับแต่นั้นมา นางใช้ชีวิตอยู่กับไทเฮา ท่ามกลางแสงตะเกียงและพระพุทธรูป ไม่เคยก้าวออกจากอารามอีกเลย
ราชสำนักแคว้นหนันฉูค่อย ๆ กลับคืนสู่ความสงบ
การต่อสู้ท่ามกลางคาวเลือดและลมฝนครั้งนี้ ในที่สุดก็ใกล้ปิดฉากลง
เซียวถิงเยี่ยนเองก็ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้า ๆ
เพื่อจัดระเบียบราชสำนัก เขาไม่ได้พบหยุนหลวนมาหลายวันแล้ว จึงคิดถึงนางอยู่บ้าง ขณะที่กำลังคิดว่าหลังเลิกประชุมจะไปหาหยุนหลวน ขุนนางทั้งหลายก็เริ่มถวายฎีกา เสนอให้สถาปนาฮ่องเต้องค์ใหม่
แผ่นดินมิอาจไร้ประมุขแม้เพียงวันเดียว ผู้คนมากมายต่างสนับสนุนเซียวถิงเยี่ยนให้ขึ้นครองราชย์
ถึงอย่างไร ผู้ที่อดีตฮ่องเต้ทรงหมายตาให้เป็นองค์รัชทายาทมากที่สุดก็คือเยี่ยนอ๋อง
หากเซียวฉงซานไม่ใช้วิธีการต่ำช้า เยี่ยนอ๋องก็คงได้เป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นหนันฉูไปนานแล้ว
ในราชสำนักแทบทุกคนต่างเห็นพ้อง ต้องการเร่งให้เซียวถิงเยี่ยนขึ้นครองราชย์ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้ราชสำนักมั่นคงโดยเร็ว
แน่นอนว่า ยังมีคนส่วนน้อยที่สนับสนุนโม่อ๋อง…รวมถึงตวนอ๋องที่ยังคงหมดสติอยู่
ตวนอ๋องฟื้นขึ้นมาในเวลานี้เอง
วันนั้นหยุนหลวนลงมือกับเขาอย่างหนัก บาดแผลของเขาสาหัสยิ่ง คมกระบี่เฉียดลำคอ หากลึกกว่านี้อีกหนึ่งชุ่น เขาคงสิ้นชีวิตไปแล้ว
หลายวันมานี้ ร่างกายของเขามีไข้สูง สติเลือนรางอยู่ตลอดเวลา ร่อแร่ใกล้ความตาย
หากฉู่หยิงมาไม่ทันเวลา ทั้งยังพาหมอฝีมือดีมารักษาเขาอย่างสุดกำลัง เกรงว่าตวนอ๋องคงผ่านพ้นคราวนี้ไปไม่ได้และสิ้นใจไปนานแล้ว
เพราะตวนอ๋องบาดเจ็บสาหัส เขาจึงไม่รู้เรื่องราวใด ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงตลอดหลายวันที่ผ่านมา
