ม้าศึกใต้ร่างพวกเขาต่างวนไปมาอย่างระส่ำระสาย ไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า
ชั่วขณะนั้น จิตใจผู้คนปั่นป่วน ทุกคนต่างหวาดผวา
อี้อ๋องกลืนน้ำลายลงคอ แล้วกล่าวต่อว่า “พี่รอง... ข้า... ข้ากลัว เรา เราอย่าเดินหน้าต่อเลย ถอยกลับไปเถิด...”
เซียวเสวียนรุ่ยเม้มริมฝีปากบาง หันไปมองอี้อ๋องอย่างเย็นชา
“ไอ้ขี้ขลาด... บนโลกนี้จะมีผีที่ไหนกัน?”
“บุรุษชายชาตรี ยอมเลือดตกยางออกเพื่อต่อสู้ ก็จะไม่ถอยหลังแม้เพียงก้าวเดียวโดยง่าย เซียวเสวียนอี้ เจ้ามีความสุขุมและความกล้าหาญสมกับเป็นเชื้อพระวงศ์อยู่บ้างหรือไม่?”
เขาดูแคลนน้องสามผู้นี้จากใจจริง
ขี้ขลาดไร้น้ำยาถึงเพียงนี้ หากเลือกได้ เขายอมไม่มีน้องชายต่างมารดาคนนี้เสียยังดีกว่า
อี้อ๋องหดคอ จะกล้าโต้เถียงกับเซียวเสวียนรุ่ยได้อย่างไร
เขาพึมพำว่า “เมื่อครู่เราเพิ่งฆ่าคนไปมากมายนัก... เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะกลายเป็นวิญญาณมาทวงชีวิตจากเราหรือไม่?”
เหล่าองครักษ์ที่เหลือต่างเปลี่ยนสีหน้า กุมกระบี่ในมือแน่น มองไปยังเงาผีที่วูบไหวไม่หยุดในป่าทึบด้วยความหวาดหวั่น
จ้าวหยุนก็อดกลืนน้ำลายลงคอไม่ได้
เซียวเสวียนรุ่ยโมโหนัก เขาตวาดว่า “เซียวเสวียนอี้ เจ้าหุบปากไปเสียที...”
“เปิ่นหวังอยากเห็นนักว่าวิญญาณตนใดจะมาทวงชีวิตเปิ่นหวัง... ยามพวกมันมีชีวิตอยู่ยังสู้เปิ่นหวังไม่ได้ ตายไปแล้วจะสู้เปิ่นหวังได้กระนั้นหรือ? ฮะ เหลวไหลสิ้นดี... เปิ่นหวังไม่เชื่อเรื่องภูตผีเทพเจ้า เปิ่นหวังเชื่อเพียงตัวเองเท่านั้น...”
