“เสด็จพ่อมีรับสั่งให้เราส่งคนไปรับหนีหวง”
แววตาเฉิงเฟิงฉายความตื่นตะลึง “องค์หญิงหนีหวงถูกเยี่ยนอ๋องจับตัวไว้ ทั้งยังถูกทำลายมือเท้าไปแล้วมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ นางหนีออกจากเมืองหลวงใต้สายตาของเยี่ยนอ๋องมาได้อย่างไร?”
เหลียงอวี่หวงกำกระดาษจดหมายไว้แน่นในฝ่ามือ
ใบหน้าของเขามืดครึ้ม “ต้องมีคนลอบช่วยหนีหวงอยู่เบื้องหลังเป็นแน่”
เฉิงเฟิงรู้สึกเหลือเชื่อ “เป็นผู้ใดกันที่ช่วยองค์หญิงหนีหวง? หรือในเมืองหลวงของหนันฉูจะมีคนของแคว้นเหลียงอยู่?”
เหลียงอวี่หวงส่ายหน้าช้า ๆ เขาหลุบตาลง พลางวิเคราะห์สถานการณ์ในเมืองหลวงของหนันฉู “ยามนี้อำนาจการปกครองส่วนใหญ่ในเมืองหลวงของหนันฉูอยู่ในมือเซียวถิงเยี่ยน หากช่วยหนีหวงออกมาใต้สายตาของเขาได้ ย่อมยากเย็นราวปีนขึ้นสวรรค์”
“ถึงจะยากเพียงใด ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ทำได้พ่ะย่ะค่ะ...”
เฉิงเฟิงถามอย่างฉงนสนเท่ห์ “เป็นผู้ใดกัน? ผู้ใดช่วยองค์หญิงหนีหวงไว้พ่ะย่ะค่ะ?”
เหลียงอวี่หวงลุกขึ้น เดินไปยังโต๊ะหนังสือ แล้วหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนชื่อคนผู้หนึ่งลงบนกระดาษเซวียนจื่อ
เฉิงเฟิงเห็นชื่อผู้นั้นก็เบิกตากว้าง มองเหลียงอวี่หวงอย่างไม่อยากเชื่อ “หยุนเซิ่นหรือ? เป็นไปไม่ได้กระมัง... ตอนนั้นเขาร่วมมือกับเยี่ยนอ๋องจับองค์หญิงหนีหวง ทั้งยังเป็นคนลงมือทำลายมือเท้าขององค์หญิงด้วยตนเอง”
“นับแต่เขากลับไปยังจวนแม่ทัพ ก็ถือว่าตัดขาดความเกี่ยวข้องกับองค์หญิงโดยสิ้นเชิงแล้วมิใช่หรือ? ความสัมพันธ์ของทั้งสองถึงขั้นเป็นศัตรูคู่อาฆาต หยุนเซิ่นจะหันกลับไปช่วยองค์หญิงได้อย่างไร?”
