องค์หญิงหนีหวงหารือเรื่องที่ควรพูดกับตวนอ๋องจนครบถ้วนแล้ว จึงมีรับสั่งขับไล่แขกในทันที
“ตวนอ๋อง ท่านกลับไปได้แล้ว จากนี้ไปก็อยู่แต่ในจวนอ๋องอย่างสงบเสงี่ยม อย่าก่อเรื่องอื่นอีกก็พอ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม เปิ่นกงจะให้คนไปแจ้งท่านเองว่าต้องทำสิ่งใด”
ตวนอ๋องไม่ชอบท่าทีที่องค์หญิงหนีหวงใช้สนทนากับเขาเป็นอย่างยิ่ง
แต่ยามนี้เขาไม่เหลือสิ่งใดแล้ว มีเพียงนามตวนอ๋องอันว่างเปล่าเท่านั้น ทั้งยังต้องอาศัยองค์หญิงหนีหวงพลิกสถานการณ์กลับมา จึงได้แต่โกรธแต่ไม่กล้าพูด สุดท้ายเขามองเซียวเสวียนรุ่ยอีกครั้ง กำหมัดแน่นแล้วจากไป
เซียวเสวียนรุ่ยมองแผ่นหลังของตวนอ๋องที่เดินจากไป แววเย็นเยียบวาบผ่านดวงตา
เขาหันไปหาองค์หญิงหนีหวงด้วยท่าทีประจบประแจง ก่อนกระตุกชายแขนเสื้อนางเบา ๆ “องค์หญิง เหตุใดท่านจึงร่วมมือกับตวนอ๋องเล่า? เราสองคนร่วมมือกันก็พอแล้ว เหตุใดท่านยังดึงกระหม่อมเข้าไปพัวพันด้วย?”
องค์หญิงหนีหวงดึงแขนเสื้อของตนออกจากมือเซียวเสวียนรุ่ย
แววเฉียบคมวาบผ่านดวงตานาง ก่อนเอ่ยเตือนว่า “เปิ่นกงจะทำสิ่งใด ยังไม่ถึงคราวที่เจ้าจะมาซักถาม”
ใบหน้าเซียวเสวียนรุ่ยซีดเผือด ท่าทีอ่อนลงในทันใด
“ขออภัย เป็นกระหม่อมล่วงเกินแล้ว องค์หญิงอย่ากริ้วเลย”
กล่าวจบ เขาก็รินชาให้กับองค์หญิงหนีหวงด้วยตนเอง แล้วยื่นไปตรงมือนาง
องค์หญิงหนีหวงนับว่ายังไว้หน้าเขาอยู่บ้าง นางรับถ้วยชามาอย่างไม่แสดงอารมณ์ จิบไปสองสามคำ แล้วเอ่ยกำชับเซียวเสวียนรุ่ยเสียงเบา
