ฮองเฮาเซียวร่ำไห้จนน้ำตาอาบแก้ม งดงามปานดอกสาลี่ต้องหยาดฝน ชวนให้เวทนายิ่งนัก
นางจงใจแต่งหน้าให้ดูอิดโรยและน่าสงสาร เหลียงเหวินคังเดิมทีก็ใส่ใจนางอยู่แล้ว เมื่อเห็นท่าทางน่าเวทนาเช่นนี้ จะนั่งนิ่งอยู่ได้อย่างไร
แววตาของเขาฉายความสงสารออกมาโดยไม่รู้ตัว จึงสั่งให้คนไปประคองฮองเฮาเซียวขึ้นมา
“ไต้เอ๋อร์ มีสิ่งใดก็พูดกันดี ๆ อย่าร้องไห้เลย”
ใครจะรู้ว่าฮองเฮาเซียวกลับไม่ยอมลุกขึ้น
นางร้องไห้จนน้ำตานองหน้า หายใจหอบสะอื้น “ฝ่าบาท หม่อมฉันหวาดหวั่นยิ่งนัก ไม่ว่าชาวบ้านนอกวัง ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้แต่ลูก ๆ ของตนเอง ดูเหมือนต่างก็โยนความผิดทั้งหมดมาให้หม่อมฉัน หม่อมฉันรู้สึกคับแค้นใจเหลือเกิน”
“ฝ่าบาท หม่อมฉันถูกใส่ร้ายจริง ๆ หม่อมฉันไม่ได้วางยารัชทายาทที่ถูกปลด หม่อมฉันไปเยี่ยมเขาด้วยความห่วงใยจริง ๆ แต่ใครจะคิดว่าทันทีที่หม่อมฉันกลับเข้าวัง รัชทายาทที่ถูกปลดก็มีอาการร่อแร่ นี่เห็นได้ชัดว่า...มีคนจงใจฉวยโอกาสนี้มาทำร้ายหม่อมฉัน”
เหลียงหนีหวงเม้มริมฝีปาก แววเยาะหยันพาดผ่านดวงตา
นางกล่าวเสียงเรียบว่า “เสด็จแม่อย่าเพิ่งทรงตื่นตระหนก เสด็จพ่อมิได้ส่งรองหัวหน้าองครักษ์จ้าวไปตรวจสอบแล้วหรือ หากเสด็จแม่บริสุทธิ์จริง รองหัวหน้าองครักษ์จ้าวย่อมคืนความบริสุทธิ์ให้เสด็จแม่ได้”
เหลียงเหวินคังเห็นด้วยกับคำพูดของเหลียงหนีหวงยิ่งนัก เขาพยักหน้าคล้อยตาม “หนีหวงพูดถูก หากเจ้าถูกใส่ร้ายจริง ย่อมไม่มีผู้ใดโยนความผิดมาให้เจ้าได้”
