เฝิงอวี้อดชะงักไปมิได้
คำพูดของเฝิงซู่ชิงแทงใจดำยิ่งนัก นางมีสติแจ่มชัดและสุขุมถึงเพียงนั้น ทั้งที่รู้ดีว่าเบื้องหน้าคือหลุมไฟ นางก็ยังเต็มใจจะกระโจนลงไปโดยไม่ลังเล
เฝิงอวี้พลันรู้สึกสงสารบุตรสาวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ขอบตาของเขาแดงเรื่อขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะนั่งลงด้วยสีหน้าหม่นหมอง
“ชิงเอ๋อร์ เจ้าคิดจะทำเช่นไร?”
เฝิงซู่ชิงยกมือรินชาร้อนอุ่นให้เฝิงอวี้ถ้วยหนึ่ง
นางเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม “ฟู่จืออวี้คล้ายจะตัดใจทำลายทุกสิ่งแล้ว หากไม่ทำตามความต้องการของนาง ไม่แน่ว่านางอาจก่อเรื่องบ้าคลั่งยิ่งกว่านี้”
“แท้จริงแล้ว ต่อให้ไม่พบหน้านาง ข้าก็รู้ว่านางคิดจะยื่นเงื่อนไขใด นางทะเยอทะยานมาตั้งแต่เล็กจนโต หนทางเดียวที่จะสนองความทะเยอทะยานของนางได้มากที่สุด ก็คือการเข้าวัง...”
เฝิงอวี้มองเฝิงซู่ชิงอย่างไม่อยากเชื่อ “เข้าวังหรือ? นางจะเข้าวังไปเป็นพระสนมหรือ?”
เขาไม่เคยคิดเลยว่าเด็กสาวฟู่จืออวี้ผู้นี้จะมีความทะเยอทะยานใหญ่โตถึงเพียงนี้
เกรงว่านางคงวางแผนเรื่องเข้าวังไว้ในใจมานานแล้ว
บัดนี้เมื่อเห็นว่าชิงเอ๋อร์กำลังจะได้เข้าวังเป็นฮองเฮา นางจะไม่ร้อนใจรีบมาหาเพื่ออาศัยชิงเอ๋อร์ช่วยให้นางเข้าวังได้อย่างราบรื่นหรือ?
ฟู่จืออวี้ช่างคิดคำนวณได้แยบยลนัก
เห็นได้ว่าจิตใจลึกล้ำของนางมิใช่คนทั่วไปจะเทียบได้
ใบหน้าเฝิงอวี้เคร่งขรึมยิ่ง เขากำชับเฝิงซู่ชิงด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ชิงเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้ตอบตกลงนางเป็นอันขาด สตรีทะเยอทะยานและมีเล่ห์เหลี่ยมเช่นนาง หากปล่อยให้นางเข้าวัง แล้ววันหน้าชีวิตของเจ้าจะสงบสุขได้อย่างไร?”
